ทำไมมนุษย์ถึงชอบอ่านเรื่องฆาตกรรม ทั้งที่รู้ว่ามันน่ากลัว?
สำรวจจิตวิทยาความอยากรู้ ความกลัวจากพื้นที่ปลอดภัย และเสน่ห์ของการไขปริศนา ผ่านหนังสือสืบสวน 20 เรื่องที่ชวนเข้าใจมนุษย์โดยไม่เฉลยตอนจบ
ถ้าให้เลือกระหว่างค่ำคืนสงบกับการเข้าไปอยู่ใกล้คดีฆาตกรรม ในชีวิตจริงเราอาจตอบได้ทันที แต่เมื่อทั้งสองอย่างอยู่บนชั้นหนังสือ เล่มที่มีคดีน่ากลัวกลับเป็นเล่มที่อยากหยิบขึ้นมาอ่าน ความย้อนแย้งนี้น่าสนใจ เพราะบางครั้งเรารู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าเรื่องจะทำให้ไม่สบายใจ แต่ความรู้นั้นไม่ได้ลดความอยากอ่านลง
สิ่งที่เราชอบใน “เรื่องฆาตกรรม” คืออะไรกันแน่?
คำตอบมีหลายชั้น บางคนอยากไขปริศนา บางคนอยากเข้าใจแรงจูงใจ บางคนชอบความตื่นเต้นจากระยะที่ตนเลือกได้ และบางคนอ่านต่อเพราะอยากรู้ว่าชีวิตของผู้ที่ถูกทำร้ายจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หนังสือที่มีการฆาตกรรมจึงไม่ได้มอบประสบการณ์แบบเดียวกันทั้งหมด ความชอบแนวนี้เองก็ไม่ใช่หลักฐานว่าผู้อ่านเห็นด้วยกับความรุนแรง
ก่อนเดินต่อ ควรแยก นิยายฆาตกรรม ซึ่งผู้เขียนสร้างเหตุการณ์และวางเบาะแส ออกจาก เรื่องอาชญากรรมจริงหรือ true crime ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตจริง หลักฐานจริง และผู้สูญเสียจริง งานวิจัยเกี่ยวกับอย่างหนึ่งช่วยให้ตั้งคำถามกับอีกอย่างได้ แต่ไม่ควรนำมาอธิบายแทนกันทั้งหมด บทความนี้จะใช้หนังสือสืบสวน 20 เรื่องเป็นทางสำรวจความอยากรู้อยากเห็นของเรา โดยเก็บคำเฉลยไว้ให้ค้นพบเอง
ความน่ากลัวเปิดคำถาม และความค้างคาทำให้เราอ่านต่อ
Coltan Scrivner เสนอในงานวิจัยปี 2021 ว่า morbid curiosity คือแรงจูงใจในการแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เป็นอันตราย งานชุดนี้พัฒนาแบบวัดและพบความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะดังกล่าวกับการเลือกข้อมูลหรือสื่อที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคาม สิ่งที่น่าสนใจคือคำจำกัดความเน้นการอยากรับรู้ ไม่ได้ใช้ความสนใจนั้นเป็นคำวินิจฉัยว่าบุคคลต้องการทำร้ายใคร
เมื่อใช้เป็นกรอบมองการอ่าน เราอาจเห็นว่าคำถาม “ใครทำ” กับ “เกิดขึ้นได้อย่างไร” ดึงเราเข้าไปใกล้สิ่งที่ปกติอยากหลีกเลี่ยง การอ่านจึงเป็นทั้งความไม่สบายใจและความอยากเข้าใจในเวลาเดียวกัน แต่ผลวิจัยนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าความชอบนิยายฆาตกรรมของทุกคนมีสาเหตุเดียวกัน
อีกกรอบหนึ่งคือแนวคิด ช่องว่างของข้อมูล ของ George Loewenstein ในปี 1994 เมื่อเราตระหนักว่ามีบางอย่างที่ยังไม่รู้ ความอยากรู้อาจผลักให้พยายามเติมช่องว่างนั้น นิยายสืบสวนทำให้ช่องว่างจับต้องได้มาก เช่น ใครบางคนอยู่ผิดที่ผิดเวลา หรือจดหมายสั้น ๆ เชื่อมเหตุการณ์ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน การนำแนวคิดนี้มาอธิบายแรงดึงดูดของนิยายเป็นการตีความทางการอ่าน ไม่ใช่ผลทดลองเฉพาะกับหนังสือทุกเล่ม

ใน ฆาตกรรม 11 อักษร ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ การเสียชีวิตของคนรักพาผู้เล่าไปตรวจเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการล่องเรือในอดีตและข้อความปริศนา ผู้อ่านจึงไม่ได้เผชิญเพียงคำถามเรื่องคนร้าย แต่ต้องต่อชิ้นส่วนของอดีตให้เข้าใจด้วย จุดชวนอ่านอยู่ที่ระยะห่างระหว่างสิ่งที่คนในเรื่องรู้กับสิ่งที่เรายังไม่รู้
ความค้างคาอีกแบบปรากฏใน ฆ่าลอร์ดเอ็ดจฺ์แวร์ ของ อากาธา คริสตี้ ซึ่งการยืนยันว่าอยู่กับคนอื่นทำให้ข้อสงสัยไม่ลงตัว ส่วน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ตอน จัตวาลักษณ์ ของ เซอร์อาเทอร์ โคแนน ดอยล์ พาเงื่อนงำจากการหายตัวและสิ่งของปริศนาไปสู่คดีใหญ่กว่าเดิม ทั้งสองเรื่องชวนสังเกตว่า เราอ่านต่อเพราะภาพตรงหน้ามีชิ้นส่วนที่ยังวางเข้าที่ไม่ได้
เรากลัวจริงได้ แม้นั่งอยู่ในที่ปลอดภัย
ความกลัวจากการอ่านไม่จำเป็นต้องเป็นความกลัวปลอม เราอาจเกร็ง ระแวง หรือไม่อยากเดินไปปิดไฟจริง ๆ ทว่าบริบทต่างจากการเผชิญอันตรายโดยตรง เราเลือกจังหวะอ่าน หยุดพัก และปิดเล่มได้
แบบจำลอง Distancing–Embracing ของ Winfried Menninghaus และคณะในปี 2017 เสนอว่า การรับรู้ว่าเป็นงานศิลปะ ภาพแทน หรือเรื่องแต่ง ช่วยสร้างระยะทางจิตใจ ขณะที่รูปแบบและการเล่าเรื่องทำให้อารมณ์ด้านลบกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เข้มข้นและมีคุณค่า นี่เป็นแบบจำลองเพื่ออธิบายการรับงานศิลปะ ไม่ใช่คำรับรองว่าทุกคนจะเพลิดเพลินกับความกลัวได้เสมอ

เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ตอน หมาผลาญตระกูล ใช้ตำนานของตระกูลและบรรยากาศทุ่งร้างให้ความกลัวเดินคู่กับการสืบค้น เราอาจอยากถอยจากสิ่งที่ดูเหนือคำอธิบาย แต่ก็อยากอยู่ดูว่าโฮล์มส์จะตรวจมันอย่างไร ความสนุกจึงเกิดได้ทั้งจากบรรยากาศและจากความพยายามหาเหตุผลท่ามกลางบรรยากาศนั้น
ในงานของดอยล์เช่นกัน เชอร์ล็อกโฮล์มส์ ตอน แรงพยาบาท ให้เราเดินตามการตรวจร่องรอยในคดีและค่อยพบอดีตที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ตอน หุบเขาแห่งภัย เชื่อมการสืบสวนกับเรื่องราวของภัยคุกคามและความรุนแรงที่กว้างกว่าเหตุการณ์แรก เรื่องเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้มองความหวาดกลัวผ่านการทำความเข้าใจ แทนที่จะมีเพียงการตกใจครั้งแล้วครั้งเล่า
สำหรับผู้อ่าน ความปลอดภัยอาจอยู่ในรายละเอียดเรียบง่ายมาก หนังสืออยู่ในมือ โคมไฟยังสว่าง และเราวางที่คั่นหน้าได้ทุกเมื่อ บริบทเช่นนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมอารมณ์ที่ไม่น่าอยากพบในชีวิตจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนที่เราเลือกเองได้
เราอยากเข้าใจคน มากพอ ๆ กับอยากจับคนร้าย
บางครั้งคดีเฉลยได้แล้ว แต่ความรู้สึกยังไม่คลี่คลาย เพราะรู้ว่าใครลงมือยังไม่เท่ากับเข้าใจว่าอะไรนำคนคนหนึ่งมาถึงการตัดสินใจนั้น

เจตนาเลือด ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ เริ่มจากการตายของนักเขียนและการสืบสวนความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้อง คำบอกเล่ากับแรงจูงใจทำให้การอ่านมีอะไรให้ตรวจสอบมากกว่าลำดับเหตุการณ์ หากสนุกกับเล่มนี้ เราอาจกำลังติดใจการรื้อความเข้าใจเดิมเมื่อมีข้อมูลใหม่ ไม่ได้ติดใจความรุนแรงเพียงอย่างเดียว
โกหกน่าตาย รวมเรื่องสั้นห้าคดีที่คางะตรวจคำพูดและพฤติกรรม จึงเชื่อมกับความอยากรู้ว่าคำโกหกพาความจริงหลบไปตรงไหน ส่วน ผู้มาเยือน ใช้คนธรรมดาในย่านนิฮมบาชิเป็นผู้ให้เบาะแส ชวนให้เห็นว่าการสืบคดีต้องรับฟังชีวิตของคนที่อยู่รายรอบด้วย ทั้งสองเล่มทำให้การตามหาคำตอบมีลักษณะเหมือนการเรียนรู้ว่าจะฟังเรื่องเล่าของมนุษย์อย่างไร
เราอาจตั้งคำถามกับความไว้ใจ ความอิจฉา ความผูกพัน หรือเหตุผลที่คนใช้ปกป้องตัวเองได้ผ่านตัวละคร แต่ควรเก็บเส้นแบ่งไว้ให้ชัด การเข้าใจแรงจูงใจไม่ใช่การยกเว้นความรับผิด และตัวละครก็ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับวินิจฉัยคนจริงที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน
รู้ว่าใครทำแล้ว ก็ยังอยากรู้ว่าเรื่องจะไปถึงไหน
หากสิ่งที่เราต้องการมีเพียงชื่อฆาตกร นิยายที่เปิดข้อมูลสำคัญตั้งแต่ต้นก็คงไม่มีอะไรให้อ่านต่อ ความจริงกลับมีแรงดึงดูดอีกหลายแบบ ทั้งการเผชิญหน้าของความคิด ความเสี่ยงที่แผนจะถูกเปิดเผย และราคาที่ตัวละครต้องจ่าย

กลลวงซ่อนตาย ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ วางอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ไว้ในคดีที่มีการอำพราง จุดชวนอ่านอยู่ที่การตรวจตรรกะและความหมายของสิ่งที่คนคนหนึ่งยอมทำเพื่ออีกคน ผู้อ่านจึงสามารถลุ้นได้โดยไม่ต้องรอคำถามว่าใครเป็นคนร้ายอย่างเดียว
รักต้องฆ่า ซึ่งเป็นชื่อแปลเดิมของ พิษรักสั่งตาย เชื่อมกับการพยายามอธิบายวิธีเกิดเหตุในคดีที่ดูไม่ลงตัว ขณะที่ เกมรักพาตัว ใช้แผนลักพาตัวเป็นสนามของการคาดเดาและความสัมพันธ์ ทั้งสองเล่มชวนให้สังเกตว่าความลุ้นอาจมาจากคำถามเรื่องวิธีการและการพลิกสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องมาจากรายละเอียดอันน่าสยดสยอง
สำหรับการอ่าน เราอาจสนุกกับการคาดการณ์แล้วพบว่าตัวเองคิดผิด สนุกกับการมองแผนซ้อนกัน หรือรู้สึกสะเทือนใจเมื่อเหตุผลที่เคยดูเข้าใจได้เริ่มมีราคาสูงเกินไป นี่เป็นอรรถรสคนละแบบกับความพอใจเมื่อเห็นใครถูกทำร้าย
เราอ่านต่อเพราะห่วงชีวิตที่คดีทิ้งไว้ข้างหลัง
หนังสือฆาตกรรมจำนวนหนึ่งมีหัวใจอยู่ที่คนที่ยังต้องมีชีวิตต่อ ครอบครัวที่แตกออก ความสัมพันธ์ที่เสียหาย หรือความหวังว่าจะมีใครรับฟังเรื่องของผู้สูญเสีย ความเศร้ากับความสนุกในการติดตามเรื่องจึงเกิดขึ้นพร้อมกันได้

นิ้วสีแดง ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ นำคดีเข้าสู่พื้นที่ครอบครัวและคำถามว่าใครจะถูกปกป้องหรือถูกผลักให้รับภาระ ความกดดันของเรื่องทำให้การอ่านเคลื่อนจากการหาคำตอบไปสู่การพิจารณาการดูแลกัน ความรู้สึกที่ค้างอยู่จึงอาจเป็นความไม่สบายใจต่อการปฏิบัติต่อคนในบ้าน มากกว่าความตื่นเต้นจากคดี
ฆาตกรรมคืนฝนดาวตก เริ่มจากพี่น้องที่สูญเสียพ่อแม่และต้องเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลของเหตุการณ์นั้น จึงเชื่อมความอยากรู้ความจริงกับความผูกพันต่อผู้สูญเสีย ส่วน ด้ายแห่งความหวัง ร้อยคดีเข้ากับความสัมพันธ์พ่อลูกและชาติกำเนิด ชวนถามว่าสายสัมพันธ์ที่เราเชื่อว่าเข้าใจแล้วมีเรื่องใดซ่อนอยู่
การอยากให้ความจริงปรากฏเป็นแรงดึงดูดทางการอ่านที่เข้าใจได้ แต่หนังสือก็ไม่จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมที่เรียบร้อยหรือปลอบใจเสมอ บางเรื่องทิ้งคำถามไว้หลังคดีจบ และคำถามนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยากคุยกับคนอื่นต่อเมื่อปิดเล่ม
เราชอบเห็นสิ่งที่ดูไร้ระเบียบเริ่มมีคำอธิบาย
คดีในนิยายมักรวบรวมเหตุการณ์ที่ชวนสับสน แล้วเปิดโอกาสให้ความรู้บางอย่างช่วยจัดภาพใหม่ เราอาจเพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่ของธรรมดากลายเป็นเบาะแส หรือเหตุผลเล็กน้อยทำให้สมมติฐานใหญ่เปลี่ยนไป

Murder at The Margin เศรษฐศาสตร์ ฆาตกรรม ของ Marshall Jevons ให้ Henry Spearman ใช้เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในการสืบคดีบนเกาะ เป็นตัวอย่างของหนังสือที่ชวนสนุกกับการใช้กรอบคิดมองพฤติกรรมมนุษย์ ความพอใจในการอ่านอาจอยู่ตรงที่เราเริ่มมองเห็นเหตุผลในรายละเอียดที่ก่อนหน้านั้นมองผ่าน
สมการกลางฤดูร้อน ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ เชื่อมคดีในเมืองชายทะเลกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ทำให้ปริศนามีบริบทกว้างกว่าห้องเกิดเหตุ ขณะที่ คดีฆาตกรรมเรือนระเบียงวน เชื่อมโรงแรม ผู้เกี่ยวข้อง และโศกนาฏกรรมในอดีต ให้ความสนใจของเราเคลื่อนระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันกับสิ่งที่ยังส่งผลอยู่
ความรู้สึกว่าเรื่องกำลังมีคำอธิบายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนิยายสืบสวน แต่ต้องระวังเมื่อนำความคาดหวังนั้นไปใช้กับคดีจริง ชีวิตจริงอาจมีหลักฐานไม่ครบ พยานจำผิด และข้อสงสัยที่ยังตอบไม่ได้ คำอธิบายที่เล่าลื่นไหลจึงไม่ใช่หลักฐานว่าถูกต้อง
บางทีเราก็ชอบฝีมือของคนเล่า
เมื่ออ่านแนวสืบสวนมาสักพัก เราอาจเริ่มจำขนบบางอย่างได้ ห้องปิดตาย คนที่มีข้อแก้ตัวสมบูรณ์ หรือของเล็ก ๆ ที่ถูกกล่าวถึงเหมือนไม่สำคัญ ความสนุกจึงขยายจากการตามคดีไปสู่การดูว่าผู้เขียนจะเล่นกับความคาดหวังอย่างไร

กฎยอดนักสืบ ของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ หยิบขนบและกลเม็ดของนิยายสืบสวนมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง ทั้งห้องปิดตายและทริกตารางเวลา จึงเหมาะจะชวนถามว่าเราสนุกกับอะไรใน “วิธีเล่า” ส่วน คำสาปยอดนักสืบ พานักเขียนเข้าไปในโลกที่เขาต้องกลายเป็นนักสืบและเผชิญคดี ช่วยขยับคำถามจากตัวคนร้ายไปสู่กติกาของโลกนิยายเอง
มองจากมุมนี้ หนังสือฆาตกรรมอาจใกล้กับเกมทางความคิด งานสร้างบรรยากาศ หรือวรรณกรรมเกี่ยวกับมนุษย์มากกว่าที่ชื่อแนวบอกไว้ ผู้อ่านสองคนจึงชอบหนังสือเล่มเดียวกันได้ด้วยเหตุผลต่างกัน คนหนึ่งติดใจปริศนา อีกคนจดจำความสัมพันธ์ และอีกคนชอบประโยคหรือจังหวะเฉลยที่ทำให้ต้องกลับไปพลิกหน้าเก่า
ความอยากรู้อยู่ร่วมกับความเห็นใจได้
ถ้ากลับไปยังคืนที่เราบอกตัวเองว่า “อีกบทเดียว” คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ชอบความน่ากลัวเหมือนกันหมด แต่อยู่ที่เรื่องเล่าได้ผูกความน่ากลัวเข้ากับสิ่งอื่นที่เราอยากสัมผัส ทั้งคำตอบ ความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจคน
ในกรณีอาชญากรรมจริง ความอยากรู้ควรเดินคู่กับการเคารพผู้เสียหายและความไม่แน่นอนของหลักฐาน การคาดเดาอย่างสนุกในนิยายมีบริบทต่างจากการกล่าวหาคนจริง ส่วนในการอ่านเรื่องแต่ง เราเองก็ไม่จำเป็นต้องฝืนให้จบเพียงเพราะเป็นแนวที่ชอบ หากความรู้สึกหนักเกินไปก็วางเล่มไว้ก่อนได้
ครั้งต่อไปที่หยิบหนังสือฆาตกรรม ลองถามตัวเองดูว่าอะไรทำให้อยากเปิดหน้าถัดไป เรากำลังตามเบาะแส ห่วงใครบางคน หรืออยากเข้าใจการตัดสินใจที่ไม่อาจยอมรับได้ คำตอบอาจบอกอะไรเกี่ยวกับการอ่านของเราได้มากกว่าป้ายบนชั้นหนังสือ และความสนุกนั้นก็ยังมีพื้นที่ให้ความเห็นใจอยู่ด้วยเสมอ
สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้
Murder at The Margin เศรษฐศาสตร์ ฆาตกรรม - Marshall Jevons, ภัทรา ชื่นชมลดา
สืบสวน สอบสวน
อ่านต่อเรื่องอื่น

คนเราจำเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริงหรือ? สำรวจความทรงจำเทียมผ่านจิตวิทยาและนิยายลึกลับ
ทำไมภาพในหัวจึงชัดทั้งที่รายละเอียดผิด? ชวนอ่าน คิด, เร็วและช้า เป็นเล่มหลัก แล้วตามไปดูงานทดลองความทรงจำเทียม พร้อมนิยายลึกลับที่ตั้งคำถามกับพยานและคนเล่า โดยไม่เฉลยจุดหักมุม

ก่อนมีอินเทอร์เน็ต คนสมัยก่อนตามข่าวและนินทากันอย่างไร?
จากจดหมายเข้ารหัสซ่อนเรื่องนินทา โต๊ะกาแฟลอนดอน และข่าวลวงบนดวงจันทร์ สู่หนังสือพิมพ์และวิทยุไทย ย้อนดูว่าข่าวสารเดินทางอย่างไรก่อนยุคอินเทอร์เน็ต พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ชวนอ่านต่อ

เมื่ออาหารหนึ่งจานเปลี่ยนโลก! เรื่องราวเบื้องหลังเครื่องเทศ น้ำตาล และสงคราม
จากเม็ดพริกไทยถึงน้ำตาลหนึ่งช้อน ชวนอ่านประวัติศาสตร์การค้า การผูกขาด และสงครามผ่านของกินที่คุ้นเคย พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ต่อเรื่องจากเมืองท่ากลับมาสู่ครัว

ประกันสังคมกับชีวิตคนทำงาน: รู้สิทธิแรงงาน หลังเลือกตั้งบอร์ดปี 2569
จากสลิปเงินเดือนถึงเสียงของผู้ประกันตน ชวนเข้าใจสิทธิแรงงาน ประกันสังคม และคุณภาพชีวิตในการทำงาน ผ่านหนังสือ 20 เล่ม หลังการเลือกตั้งผู้แทนในบอร์ดประกันสังคมวันที่ 11 ตุลาคม 2569

































