นิยายที่ทำนายอนาคตได้อย่างน่าขนลุก เรื่องบังเอิญหรือจินตนาการที่ล้ำยุค?

จากการยิงคนไปดวงจันทร์ถึงสังคมที่ถูกเฝ้ามอง ย้อนรอยนิยาย 6 เล่มที่ทำให้โลกภายหลังดูคล้ายหน้าหนังสือเก่า พร้อมแยกความบังเอิญ จินตนาการล้ำยุค และคำเตือนที่ยังชวนขนลุก

GetBookieGetBookie14/10/2569 20:14 · อ่าน 1 ครั้ง
นิยายที่ทำนายอนาคตได้อย่างน่าขนลุก เรื่องบังเอิญหรือจินตนาการที่ล้ำยุค?

ปี 1865 ชายคนหนึ่งส่งนักเดินทางสามคนมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์จากฟลอริดา แต่ยานของพวกเขาออกเดินทางด้วยแรงยิงจากปืนใหญ่ยักษ์ และการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นบนหน้ากระดาษ

จินตนาการนั้นอยู่ในนิยายของฌูล แวร์น กว่าหนึ่งศตวรรษก่อนอะพอลโล 11 จะพามนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์จริงในปี 1969 เมื่อเอารายละเอียดบางส่วนมาวางข้างกัน ก็ชวนให้เผลอคิดว่า “เขารู้ได้อย่างไร?”

ทว่าถ้าอ่านต่ออีกนิด เราจะพบว่าความคล้ายกับความต่างอยู่ใกล้กันมาก ปืนใหญ่ในนิยายกับจรวดแซตเทิร์น 5 เป็นคนละวิธีเดินทาง และการจินตนาการถึงจุดหมายก็ยังไม่ใช่การออกแบบระบบที่พามนุษย์ไปถึงจุดหมายนั้นได้จริง

เสน่ห์ของนิยายที่ถูกเรียกว่า “ทำนายอนาคต” จึงอยู่ตรงการค่อย ๆ เปิดดูหลักฐาน ทั้งปีที่เขียน สิ่งที่ผู้เขียนรู้ในยุคนั้น และรายละเอียดที่เราเลือกมาเทียบ บทความนี้ชวนย้อนรอยผ่านหนังสือ 6 เล่ม บางเล่มมองเห็นแนวคิดได้ไกลอย่างน่าทึ่ง บางเล่มฝากคำถามที่กลับมาหาเราในโลกภายหลัง และบางเล่มช่วยให้เห็นว่าการพยากรณ์อนาคตมีขอบเขตเพียงใด

1818 เมื่อการสร้างชีวิตกลายเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องรับผิดชอบ

ก่อนยุคยานอวกาศ ลองถอยกลับไปยังห้องทดลองในจินตนาการของ แมรี เชลลีย์ นักเขียนผู้สร้าง Frankenstein ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1818 เรื่องของวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ผู้พยายามสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมา ทำให้คำถามเรื่องความรู้ ความทะเยอทะยาน และความรับผิดชอบเดินมาด้วยกัน

จุดชวนขนลุกคือหนังสือเก่าขนาดนี้ยังทำให้เรานึกถึงปัญหาของผู้สร้างเทคโนโลยีได้ แต่การบอกว่าเชลลีย์เห็นวิทยาศาสตร์ในอนาคตทั้งหมดคงไกลเกินหลักฐาน เพราะยุคของเธอมีการถกเถียงเรื่องกำเนิดชีวิตและการทดลองใช้ไฟฟ้ากระตุ้นร่างกายอยู่แล้ว พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ลอนดอนอธิบายความเกี่ยวข้องของบรรยากาศความรู้เหล่านี้กับนิยายไว้ด้วย

เมื่อมองอย่างนี้ เชลลีย์กำลังนำคำถามที่ร้อนแรงในยุคของตนไปผลักให้ไกลขึ้นในเรื่องแต่ง ความล้ำยุคของเธอจึงอาจอยู่ที่การถามล่วงหน้าว่า ถ้าสร้างได้แล้ว ใครจะดูแลสิ่งที่ถูกสร้าง? คำถามนี้อ่านเชื่อมกับเทคโนโลยีภายหลังได้ โดยไม่ต้องอ้างว่านิยายเป็นคำพยากรณ์เทคนิคชุบชีวิตหรือการแพทย์สมัยใหม่

ถ้าอยากเริ่มอ่านเส้นทางนี้ ลอง Frankenstein แฟรงเกนสไตน์ ของแมรี เชลลีย์ ซึ่งฉบับที่นำมาแนะนำใช้ชื่อบนปกว่า “แฟรงเกนสไตน์ : อมนุษย์คืนชีพ” เหมาะกับการย้อนดูว่าความน่ากลัวในเรื่องการสร้างชีวิตมีทั้งมิติของการทดลองและการปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตอีกตนหนึ่ง

ปก Frankenstein แฟรงเกนสไตน์ ฉบับอมนุษย์คืนชีพจาก GetBookie

1865 จากปืนใหญ่บนหน้ากระดาษถึงการเดินทางในอวกาศ

กลับมาที่การเดินทางจากฟลอริดา จากโลกสู่ดวงจันทร์ — From the Earth to the Moon ของ ฌูล แวร์น พาผู้อ่านไปพบโครงการยิงพาหนะบรรทุกนักเดินทางสามคนมุ่งสู่ดวงจันทร์ เรื่องนี้ตีพิมพ์ในปี 1865 และชวนให้เห็นว่าคนในศตวรรษที่ 19 พยายามนึกถึงการออกจากโลกด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อย่างไร

ปกจากโลกสู่ดวงจันทร์ ฉบับที่จำหน่ายใน GetBookie

องค์การนาซาเองเคยนำรายละเอียดของเรื่องมาเทียบกับยุคอะพอลโล ทั้งจุดปล่อยในฟลอริดาและผู้เดินทางสามคน ขณะที่เหตุการณ์จริงที่รู้จักกันดีคืออะพอลโล 11 ซึ่งออกเดินทางในเดือนกรกฎาคม 1969 และมียานลงจอดบนดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม

ความคล้ายนี้ชวนทึ่ง แต่รายละเอียดสำคัญยังต่างกัน แวร์นใช้ปืนใหญ่เป็นกลไกส่งยาน ส่วนภารกิจจริงอาศัยจรวดและระบบอวกาศที่ซับซ้อน การอ่านนิยายจึงให้ความสนุกอีกแบบเมื่อมองว่า ผู้เขียนกำลังเปลี่ยนความฝันที่ดูไกลเกินเอื้อมให้เป็นโครงการที่ตัวละครลงมือคิด คำนวณ และถกเถียงกันได้

ภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ เชื่อมแผนดาราศาสตร์เก่ากับจรวดในโลกจินตนาการ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่ชอบดูจุดต่อระหว่างประวัติศาสตร์กับจินตนาการ เมื่ออ่านแล้วลองแยกสองคำถามออกจากกันว่า ผู้เขียนมองเห็นอะไร และผู้เขียนเสนอให้ทำสิ่งนั้นอย่างไร เราจะยังตื่นเต้นกับวิสัยทัศน์ได้ โดยไม่ต้องทำให้ทุกส่วนของเรื่องกลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกต้องล่วงหน้า

1897 มนุษย์ล่องหนกับข่าววิทยาศาสตร์ที่ต้องอ่านตัวเล็กด้วย

ความฝันเรื่องการหายไปต่อหน้าคนอื่นดูเหมือนจะหลุดมาจากเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ เอช. จี. เวลส์ นำมันมาเล่าผ่านนักวิทยาศาสตร์ใน The Invisible Man ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1897 ตัวบทใช้แนวคิดเกี่ยวกับแสงและการหักเหมาอธิบายเหตุการณ์ในจินตนาการ ทำให้สิ่งที่เหลือเชื่อมีภาษาทางวิทยาศาสตร์ให้ตามคิด

แล้วโลกจริงล่ะ? วันที่ 19 ตุลาคม 2006 มหาวิทยาลัยดุ๊กเผยแพร่ข่าวการสาธิตอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ผ้าคลุมล่องหน” ซึ่งเบี่ยงคลื่นไมโครเวฟให้ไหลอ้อมวัตถุได้ การทดลองใช้วัสดุออกแบบพิเศษและเงื่อนไขจำกัด จึงเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อเรื่องเก่าดูเหมือนเดินออกจากชั้นหนังสือ

แต่คำว่า “ล่องหน” ในข่าวนั้นมีความหมายเฉพาะ งานสาธิตปี 2006 เกี่ยวกับไมโครเวฟในระบบทดลอง ไม่ใช่มนุษย์ที่หายไปจากสายตาทุกคนตามท้องถนน ยิ่งเทียบรายละเอียด ก็ยิ่งเห็นระยะห่างระหว่างความคิดที่คล้ายกันกับผลลัพธ์ที่เหมือนกันทั้งหมด

มนุษย์ล่องหน — The Invisible Man ของเอช. จี. เวลส์ จึงชวนอ่านทั้งในฐานะเรื่องลึกลับและคำถามเรื่องอำนาจของคนที่ไม่มีใครมองเห็น เล่มที่แนะนำเป็นฉบับฝึกอ่านภาษาอังกฤษ SE-ED World Readers Stage 4 มีคำศัพท์และคำอธิบายประกอบ เหมาะกับผู้ที่อยากเริ่มจากฉบับอ่านง่าย โดยไม่เข้าใจว่าเป็นฉบับต้นฉบับเต็มเล่ม

ปกมนุษย์ล่องหน ฉบับฝึกอ่านภาษาอังกฤษ SE-ED World Readers Stage 4

1932 โลกที่สะดวกสบายอาจมีราคาที่ซ่อนอยู่

ถ้าโลกอนาคตทำให้ทุกคนพอใจในชีวิตได้เสมอ โลกนั้นจะน่าอยู่แค่ไหน? คำถามฟังดูสว่างไสว จนกระทั่งเราเริ่มสงสัยว่าใครเป็นคนกำหนดความพอใจ และคนคนหนึ่งยังเลือกชีวิตของตนเองได้มากเพียงใด

โลกที่เราเชื่อ — Brave New World ของ อัลดัส ฮักซ์ลีย์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1932 จินตนาการถึงสังคมที่จัดการการเกิดและการหล่อหลอมผู้คนอย่างเป็นระบบ ความสุขกับความสงบเรียบร้อยจึงเกี่ยวข้องกับการควบคุมตั้งแต่รากของชีวิต

ปกโลกที่เราเชื่อ Brave New World ฉบับที่จำหน่ายใน GetBookie

เมื่อมองย้อนจากประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เราอาจนึกถึงพัฒนาการด้านการปฏิสนธินอกร่างกาย โดยหลุยส์ บราวน์ เด็กคนแรกที่เกิดจากเทคนิค IVF ลืมตาดูโลกในวันที่ 25 กรกฎาคม 1978 นานหลังนิยายเล่มนี้ตีพิมพ์

อย่างไรก็ตาม IVF ไม่ใช่ระบบผลิตและกำหนดชนชั้นมนุษย์แบบในเรื่อง การมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์เหมือนกันไม่ได้ทำให้เทคโนโลยีจริงกับสังคมสมมติเป็นสิ่งเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสองเรื่องนี้ควรอ่านในฐานะจุดชวนเปรียบเทียบ มากกว่าหลักฐานว่าฮักซ์ลีย์ทำนายวิธีรักษาหรือผลของมันไว้ตรงตัว

ส่วนที่ทำให้เล่มนี้ยังน่าขนลุกอาจเป็นคำถามทางสังคมมากกว่าเครื่องมือในห้องทดลอง ถ้าความสะดวกและความพอใจถูกจัดไว้ให้แล้ว เราจะยังเห็นคุณค่าของสิทธิในการไม่พอใจ การตั้งคำถาม และการเลือกสิ่งที่ต่างจากคนอื่นอยู่หรือเปล่า นี่เป็นมุมอ่านที่ทำให้นิยายเข้าใกล้ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องประกาศว่าโลกทั้งใบกลายเป็นเรื่องเดียวกับหนังสือ

1949 จอที่เรามอง กับอำนาจที่มองกลับมา

นิยายบางเรื่องไม่ได้ทำให้ขนลุกเพราะการเดินทางหรือการสร้างชีวิต แต่เพราะมันทำให้ห้องธรรมดาดูไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป ความคิดว่าใครบางคนอาจเฝ้าดูเราอยู่ เปลี่ยนได้แม้กระทั่งท่าทางและคำพูดในชีวิตประจำวันของตัวละคร

1984 หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ มหานครแห่งความคับแค้น ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ตีพิมพ์ในปี 1949 และสร้างโลกเผด็จการที่อำนาจแทรกอยู่ทั้งในการเฝ้ามอง ภาษา และการควบคุมเรื่องราวของอดีต วินสตัน สมิธ ตัวละครสำคัญของเรื่อง ทำงานแก้ไขบันทึกข่าวให้สอดคล้องกับสิ่งที่พรรคต้องการ

ปก 1984 หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ฉบับที่จำหน่ายใน GetBookie

สิ่งที่เรียกว่าโทรจอหรือเทเลสกรีนในเรื่อง ทำหน้าที่มากกว่าการส่งเนื้อหามาให้ดู เพราะเกี่ยวข้องกับการติดตามผู้คนด้วย เมื่ออ่านในโลกที่คุ้นเคยกับจอและกล้อง การเปรียบเทียบย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย แต่นั่นยังไม่พอจะสรุปว่าออร์เวลล์ทำนายสมาร์ตโฟนหรืออินเทอร์เน็ตไว้ตรงตามแบบ

ภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ ผู้อ่านในเมืองแห่งหน้าจอ สื่อถึงข้อมูลและเสรีภาพ

หัวใจของนิยายอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับอำนาจ ใครแก้สิ่งที่คนอื่นใช้ตรวจสอบอดีตได้ ใครกำหนดว่าประโยคไหนพูดได้ และใครมีสิทธิ์มองโดยไม่ถูกมองกลับ คำถามเหล่านี้ทำให้เล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนอยากอ่าน “อนาคตที่น่ากลัว” ในมิติของชีวิตผู้คน

ออร์เวลล์ยังเขียนงานเสียดสีอำนาจในบริบทของยุคตนเองด้วย การยกให้เขาเป็นผู้เห็นอนาคตเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้เราพลาดความสามารถอีกอย่างของเขา คือการมองปัญหาในโลกขณะนั้นให้คมชัด แล้วขยายมันจนคนอ่านยากจะละสายตา

1951 เมื่อนิยายถามกลับว่า อนาคตคำนวณได้จริงหรือ

หลังผ่านโลกที่นักเขียนจินตนาการไปไกล ลองปิดเส้นทางด้วยหนังสือที่นำการพยากรณ์มาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องโดยตรง โลกอนาคต สถาบันสถาปนา — Foundation ของ ไอแซค อสิมอฟ ซึ่งรวมเล่มครั้งแรกในปี 1951 พาไปสู่จักรวรรดิกาแล็กซีและแฮรี เซลดอน ผู้ใช้ศาสตร์ที่เรียกว่าไซโคฮิสทรีคาดการณ์อนาคตของสังคม

ปกโลกอนาคต สถาบันสถาปนา ฉบับที่จำหน่ายใน GetBookie

ในโลกสมมติ ความรู้เช่นนี้ทำให้คำถามเรื่องการเก็บรักษาความรู้และการรับมือความเปลี่ยนแปลงมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก อนาคตกลายเป็นสิ่งที่ตัวละครพยายามศึกษาและลงมือเตรียมรับ ไม่ใช่เพียงรอให้เกิดขึ้น

เล่มนี้จึงมีบทบาทต่างจากตัวอย่างก่อนหน้า เราไม่ได้หยิบมันมาเป็นหลักฐานว่าประวัติศาสตร์จริงเดินตามคำทำนายของอสิมอฟ แต่ชวนอ่านเพื่อสำรวจความปรารถนาของมนุษย์ที่จะทำให้อนาคตเข้าใจได้ ไซโคฮิสทรีเป็นศาสตร์ในนิยาย การมีการพยากรณ์หรือแบบจำลองข้อมูลในโลกจริงไม่ได้พิสูจน์ว่าเราทำนายสังคมได้แม่นยำแบบในเรื่อง

สำหรับคนที่ชอบประวัติศาสตร์อารยธรรมและความคิดขนาดใหญ่ นี่เป็นทางอ่านต่อที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มสงสัยว่า ถ้ามีใครเสนอแผนสำหรับอนาคต เราควรถามอะไรเกี่ยวกับสมมติฐานและขอบเขตของแผนนั้นบ้าง

ก่อนเรียกว่าคำทำนาย ลองเปิดหนังสือกับหลักฐานไว้คู่กัน

เมื่ออ่านย้อนกลับ เรารู้แล้วว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นจริง ความคล้ายบางอย่างจึงสะดุดตาเป็นพิเศษ วิธีรักษาความสนุกไว้พร้อมกับความแม่นยำคือดูให้ครบทั้งด้านที่ตรงและด้านที่ไม่ตรง

เริ่มจากปีที่ตีพิมพ์และฉบับที่อ้าง บางครั้งข้อความซึ่งถูกแชร์อาจมาจากฉบับปรับปรุงภายหลัง จากนั้นดูว่าตัวบทบอกไว้ชัดเจนเพียงใด คำว่า “เครื่องมือที่มองเห็นคนไกล ๆ” กับระบบที่มีคุณสมบัติเหมือนอุปกรณ์เฉพาะอย่างทุกข้อ มีน้ำหนักต่างกันมาก

อีกคำถามที่น่าถามคือ ในเวลาที่ผู้เขียนทำงาน ความคิดนั้นมีรากอยู่ที่ไหนแล้ว การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ แนวโน้มทางสังคม หรือข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นก่อนหนังสือ ล้วนช่วยอธิบายได้ว่าจินตนาการเดินทางมาอย่างไร หากจะอ้างว่าเรื่องแต่งมีอิทธิพลต่อสิ่งประดิษฐ์จริง ก็ต้องมีหลักฐานการรับอิทธิพลเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

ภาพวาดผู้อ่านตรวจหนังสือเก่า ท่ามกลางเส้นทางสู่อนาคตที่แตกแขนง

นิยายทั้ง 6 เล่มจึงชวนให้ทึ่งต่างกัน บางเล่มจินตนาการถึงจุดหมายก่อนมนุษย์จะไปถึง บางเล่มใช้ความรู้ร่วมสมัยขยายไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ และบางเล่มทำให้เรารู้สึกว่า คำถามเก่ากำลังรออยู่ในห้องทดลอง หน้าจอ หรือแผนอนาคตของยุคเรา

วันหนึ่ง ถ้าหยิบหนังสือเก่าขึ้นมาแล้วพบฉากที่ดูคล้ายข่าววันนี้ ลองพลิกกลับไปดูปีที่เขียนและรายละเอียดอีกครั้ง ความประหลาดใจอาจยังอยู่ครบ แต่คราวนี้เราจะได้เห็นเพิ่มด้วยว่า นักเขียนมองโลกของตนอย่างไร จึงสร้างโลกอีกใบที่เดินทางมาทักทายเราได้ไกลขนาดนี้

สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

นิยายแปล

ดูทั้งหมด

ไซไฟ วิทยาศาสตร์

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า1222477

เปิดโลกอดีต

ไดโนเสาร์(แก่)
ไซไฟ วิทยาศาสตร์

อ่านต่อเรื่องอื่น

ดูบทความทั้งหมด
คนฉลาดก็ถูกหลอกได้: จิตวิทยาเบื้องหลังการต้มตุ๋น
14/10/2569 20:48 · อ่าน 2 ครั้ง

คนฉลาดก็ถูกหลอกได้: จิตวิทยาเบื้องหลังการต้มตุ๋น

ย้อนรอยพอนซี แมดอฟฟ์ และปริศนามนุษย์พิลต์ดาวน์ สำรวจว่าชื่อเสียง ฝูงชน และสิ่งที่เราอยากเชื่อเปิดช่องให้การหลอกลวงได้อย่างไร พร้อมหนังสือ 6 เล่มชวนอ่านเกมความไว้ใจให้ทัน

ทำไมนิยายสืบสวนถึงทำให้เราหยุดอ่านไม่ได้?
14/10/2569 16:54 · อ่าน 4 ครั้ง

ทำไมนิยายสืบสวนถึงทำให้เราหยุดอ่านไม่ได้?

แกะกลวิธีวางเบาะแส จังหวะจบบท และการหักมุม ผ่านนิยายสืบสวน 6 เล่ม ตั้งแต่โฮล์มส์และปัวโรต์ถึงนิยายญี่ปุ่น ชวนอ่านงานเขียนให้สนุกขึ้นโดยไม่เปิดเผยคำเฉลยสำคัญ

ทำไมมนุษย์ถึงเริ่มสะสมสิ่งของ? จากของหายากสู่หนังสือที่รัก
14/10/2569 14:53 · อ่าน 6 ครั้ง

ทำไมมนุษย์ถึงเริ่มสะสมสิ่งของ? จากของหายากสู่หนังสือที่รัก

เปลือกหอยจากแดนไกล ตู้ของแปลก และหนังสือปกเก่าที่อยากเก็บไว้ ชวนย้อนประวัติศาสตร์การสะสมจากความพิศวงสู่แหล่งความรู้ แล้วกลับมามองคุณค่าบนชั้นหนังสือ ผ่านหนังสือสายความเชื่อและวัตถุมงคล 6 เล่ม

ทำไมมนุษย์ถึงเชื่อเรื่องโชคลาง แม้ในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า?
14/10/2569 14:30 · อ่าน 4 ครั้ง

ทำไมมนุษย์ถึงเชื่อเรื่องโชคลาง แม้ในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า?

รู้ว่าเสื้อสีหนึ่งไม่ได้กำหนดอนาคต แต่วันสำคัญก็ยังอยากใส่สีมงคล ชวนเข้าใจจิตวิทยาของโชคลางอย่างเคารพ ตั้งแต่ความไม่แน่นอน การมองหารูปแบบ ไปจนถึงความหมายของพิธีกรรม พร้อมหนังสือหมวดความเชื่อ 6 เล่มให้อ่านต่อ

ตั้งค่าคุกกี้

ดูรายละเอียดของแต่ละประเภทได้ที่ นโยบายคุกกี้