ทำไมมนุษย์ถึงเชื่อเรื่องโชคลาง แม้ในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า?

รู้ว่าเสื้อสีหนึ่งไม่ได้กำหนดอนาคต แต่วันสำคัญก็ยังอยากใส่สีมงคล ชวนเข้าใจจิตวิทยาของโชคลางอย่างเคารพ ตั้งแต่ความไม่แน่นอน การมองหารูปแบบ ไปจนถึงความหมายของพิธีกรรม พร้อมหนังสือหมวดความเชื่อ 6 เล่มให้อ่านต่อ

GetBookieGetBookie14/10/2569 14:30 · อ่าน 4 ครั้ง
ทำไมมนุษย์ถึงเชื่อเรื่องโชคลาง แม้ในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า?

มีเสื้ออยู่หลายตัวในตู้ แต่เช้าวันสัมภาษณ์งาน มือกลับเอื้อมไปหาตัวเดิมที่เคยใส่แล้วรู้สึกว่า “วันนั้นทุกอย่างราบรื่นดี”

ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งอ่านข้อมูลบริษัท เตรียมคำตอบ และตั้งนาฬิกาเผื่อรถติด เรารู้ว่าผลสัมภาษณ์ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง แต่ถ้าเสื้อตัวนี้ช่วยให้สบายใจขึ้นอีกนิด ก็อยากใส่มันอยู่ดี

ฉากสมมตินี้อาจใกล้ตัวกว่าที่คิด โลกมีทั้งแอปพยากรณ์อากาศ ระบบนำทาง และความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากมาย ขณะเดียวกัน บางคนก็ยังเลือกเลขที่ชอบ พกของนำโชค หรือทำอะไรเล็ก ๆ ก่อนวันสำคัญ คำถามที่น่าสนใจจึงเป็นว่า ความเชื่อเหล่านี้กำลังตอบความต้องการอะไรในชีวิตเรา?

การทำความเข้าใจโชคลางไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการหัวเราะใส่คนเชื่อ และก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับคำอธิบายทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ เราอาจมองทั้งกลไกของความคิด ความไม่แน่นอน และเรื่องราวทางวัฒนธรรมไปพร้อมกันได้

รู้ว่าไม่มีหลักฐาน แต่ใจก็ยังอยากทำ

นักจิตวิทยา เจน แอล. ไรเซน เสนอไว้ในบทความทบทวนปี 2016 ว่า การรู้ทันความคิดที่ไม่สมเหตุผลกับการเลือกแก้ไขความคิดนั้น เป็นคนละขั้นตอนกัน คนเราอาจเห็นว่าความเชื่อหนึ่งไม่มีเหตุผลรองรับ แต่ยังยอมทำตามความรู้สึกนั้นอยู่

ลองนึกถึงคนที่พูดว่า “ไม่ได้เชื่อจริงจังหรอก แต่ทำแล้วสบายใจ” เขาอาจไม่ได้มั่นใจว่าวัตถุชิ้นหนึ่งเปลี่ยนอนาคตได้ เพียงรู้สึกว่าการไม่พกมันไปจะทำให้ค้างคาใจ ความรู้กับความรู้สึกจึงอาจอยู่ด้วยกัน แม้จะดึงเราไปคนละทาง

มุมนี้ช่วยให้คำถามว่า “เรียนมาขนาดนี้ ทำไมยังเชื่อ?” กว้างขึ้นเป็น “แม้รู้เหตุผลแล้ว ทำไมความรู้สึกยังมีน้ำหนัก?” แต่ก็ไม่ได้แปลว่าความเชื่อทุกแบบเกิดจากกลไกเดียวกัน หรือจะใช้การกระทำเพียงอย่างเดียวตัดสินความสามารถในการคิดของใครได้

เมื่ออนาคตควบคุมยาก เราอยากมีอะไรให้จับไว้

เราควบคุมการเตรียมตัวได้มากกว่าควบคุมผลลัพธ์ จะซ้อมตอบคำถามดีแค่ไหน ก็ยังไม่รู้ว่าคู่แข่งเป็นใคร หรือผู้สัมภาษณ์ให้ความสำคัญกับเรื่องใด

งานทดลองของเจนนิเฟอร์ วิทสันและอดัม กาลินสกี ที่ตีพิมพ์ในปี 2008 พบว่า ผู้เข้าร่วมที่ถูกทำให้รู้สึกขาดการควบคุมมีแนวโน้มเห็นความเชื่อมโยงที่ไม่มีอยู่จริงมากขึ้นในงานทดลองบางชนิด รวมถึงเรื่องโชคลาง ผลนี้เสนอคำอธิบายหนึ่งว่า ความต้องการความเป็นระเบียบอาจทำให้เรามองหาความหมายในเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกัน

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นผลภายใต้เงื่อนไขการศึกษา ไม่ใช่กฎที่บอกว่าคนกังวลทุกคนต้องเชื่อโชคลาง หรือผู้ที่มีความเชื่อกำลังรู้สึกไร้อำนาจเสมอไป

สำหรับฉากเสื้อตัวเดิม เราอาจตีความได้ว่า การเลือกเสื้อเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ตัดสินใจเองได้ท่ามกลางเรื่องที่ยังไม่รู้ คำอธิบายเช่นนี้พูดถึงความรู้สึกของผู้สวมใส่ ส่วนคำกล่าวว่าเสื้อกำหนดผลสัมภาษณ์ได้จริง ต้องการหลักฐานอีกแบบหนึ่ง

เรื่องบังเอิญเกิดครั้งเดียว แต่เรื่องเล่าอยู่กับเราได้นาน

ภาพวาดผู้อ่านสังเกตจุดที่วงไว้และจุดอื่นในสมุด

ภาพวาดเชิงสัญลักษณ์: การมองเห็นบางเหตุการณ์เด่นชัด อาจทำให้เราลืมมองกรณีอื่นประกอบ

สมมติว่าใส่เสื้อสีหนึ่งแล้วผ่านสัมภาษณ์ เราอาจจำวันนั้นได้ชัดกว่าวันที่ใส่สีเดียวกันแล้วไม่มีเรื่องพิเศษ ยิ่งเล่าให้เพื่อนฟัง เหตุการณ์สองอย่างก็ยิ่งผูกกันแน่นขึ้นในเรื่องเล่า

งานทบทวนของเฮเลนา มาตูเตและคณะในปี 2015 อธิบายปรากฏการณ์ “ภาพลวงของความเป็นเหตุเป็นผล” ว่า คนเราอาจเข้าใจว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้อีกเหตุการณ์เกิดขึ้น ทั้งที่สองอย่างเพียงเกิดร่วมกัน การพบความสำเร็จหลังทำบางอย่าง จึงยังไม่พอจะบอกว่าสิ่งนั้นเป็นสาเหตุ

วิธีคิดที่ช่วยได้คือถามให้ครบ: วันที่ทำแล้วสำเร็จมีเท่าไร วันที่ทำแล้วไม่สำเร็จล่ะ และวันที่ไม่ได้ทำแต่กลับสำเร็จมีหรือไม่? ยังต้องดูปัจจัยอื่นด้วย เช่น การฝึกซ้อม ประสบการณ์ และความยากของงาน

การถามแบบนี้ไม่ใช่การบังคับให้เลิกชอบเสื้อตัวนั้น แต่ช่วยให้เราให้เครดิตกับการเตรียมตัวของตัวเองได้เต็มขึ้น และแยกความทรงจำที่มีความหมายออกจากข้อสรุปเรื่องสาเหตุ

พิธีกรรมอาจมีความหมายมากกว่าการขอโชค

ภาพวาดผู้ใหญ่ส่งพวงมาลัยให้คนรุ่นหลังก่อนวันสำคัญ

ภาพวาดประกอบสถานการณ์สมมติ: สิ่งที่ส่งต่อกันก่อนวันสำคัญ อาจมีทั้งความห่วงใยและความทรงจำ

ก่อนใช้คำว่า “งมงาย” ครอบทุกอย่าง ควรแยกให้ชัดว่า พิธีกรรมทางศาสนา ธรรมเนียมครอบครัว และความเชื่อว่าอะไรบางอย่างเรียกโชคได้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทั้งหมด คนสองคนทำกิจกรรมคล้ายกันก็อาจให้ความหมายต่างกัน คนหนึ่งคาดหวังผลเหนือธรรมชาติ อีกคนทำเพื่อระลึกถึงคนในบ้าน

งานภาคสนามที่ตีพิมพ์ปี 2020 ของมาร์ติน ลังและคณะ ศึกษาผู้หญิงชาวฮินดูในชุมชนมราฐีที่มอริเชียส พบว่ากลุ่มที่ทำพิธีกรรมคุ้นเคยหลังถูกกระตุ้นความกังวล มีความกังวลลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่นั่งพัก งานนี้เป็นหลักฐานในบริบทเฉพาะ และกลไกที่ทำให้เกิดผลยังต้องศึกษาเพิ่มเติม

ผลทางความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าพิธีเรียกโชคได้ หรือใช้รับรองว่าทุกพิธีช่วยทุกคน สิ่งที่พอเห็นคือ การศึกษาความเชื่อมีคำถามเรื่องประสบการณ์ของผู้คนให้สำรวจด้วย ไม่ได้มีเพียงคำถามว่าเรื่องเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่จริง

หนังสือหมวดความเชื่อจึงอ่านได้หลายแบบ ทั้งอ่านเรื่องที่ผู้คนเล่าสืบต่อกัน อ่านรูปแบบพิธี และอ่านคำอธิบายทางสังคม หนังสือ 6 เล่มต่อไปนี้เปิดประตูคนละบาน โดยควรแยกข้อเสนอของผู้เขียนออกจากข้อค้นพบทางจิตวิทยาที่กล่าวมาข้างต้น

1. โชคลาง ความเชื่อของคนโบราณ — มองคำเตือนเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

ปกหนังสือ โชคลาง ความเชื่อของคนโบราณ - ฉัตรชัย เอกไพศาล

โชคลาง ความเชื่อของคนโบราณ ของ ฉัตรชัย เอกไพศาล รวบรวมความเชื่อและลางบอกเหตุ ตัวอย่างในเล่มมีเรื่องจิ้งจกร้องทัก และความเชื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์รอบตัว เหมาะกับคนที่อยากย้อนมองคำพูดที่เคยได้ยินจากผู้ใหญ่ แล้วค่อยถามว่ามันเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

ความสนุกของการอ่านอยู่ที่การสังเกตว่า เหตุการณ์ธรรมดาถูกทำให้กลายเป็นสัญญาณได้อย่างไร เราอาจใช้เล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นคุยกับคนในบ้านว่าเคยได้ยินความเชื่อแบบใด และแต่ละบ้านอธิบายเหมือนกันหรือไม่

ควรอ่านในฐานะหนังสือรวบรวมคติความเชื่อ ไม่ใช้รายการลางบอกเหตุเป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์ร้ายหรือดีจะเกิดตามนั้นจริง

2. ตำนานแห่งความเชื่อและโชคลาง — ขยับสายตาออกไปนอกสิ่งที่คุ้นเคย

ปกหนังสือ ตำนานแห่งความเชื่อและโชคลาง - สมฤทธี บัวระมวล

ตำนานแห่งความเชื่อและโชคลาง ของ สมฤทธี บัวระมวล มีเนื้อหาแบ่งไปถึงความเชื่อของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก จึงเหมาะกับการอ่านเปรียบเทียบว่า ผู้คนใช้เรื่องเล่าและสิ่งรอบตัวมาสร้างความหมายต่างกันอย่างไร

เมื่อสิ่งที่บ้านหนึ่งถือเป็นลางสำคัญ อาจไม่เป็นเรื่องพิเศษสำหรับอีกบ้าน เราจะเริ่มเห็นว่าความรู้สึกว่า “ทุกคนก็รู้กัน” มักมีขอบเขตของสังคมและประสบการณ์อยู่ด้วย

หนังสือเล่มนี้ช่วยเปิดวงสนทนาเรื่องความหลากหลายของความเชื่อ มากกว่าจะใช้ฟันธงว่าทุกตำนานมีต้นกำเนิดเดียว หรือเรื่องเล่าทุกเรื่องเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันแล้ว

3. 108 ความเชื่อ เรื่องพิธีกรรม — จากความคิด สู่สิ่งที่ผู้คนลงมือทำ

ปกหนังสือ 108 ความเชื่อ เรื่องพิธีกรรม - อ.วิจารณ์ อินทรักษ์

108 ความเชื่อ เรื่องพิธีกรรม ของ อ.วิจารณ์ อินทรักษ์ ชวนดูความเชื่อในรูปกิจกรรมและขั้นตอน โดยมีทั้งสารบัญพิธีต่าง ๆ และส่วนที่กล่าวถึงพิธีกรรมทางประเพณีและวัฒนธรรม

เล่มนี้เหมาะกับผู้อ่านที่อยากรู้ว่า ความเชื่อถูกจัดวางเป็นการกระทำอย่างไร ใครมีส่วนร่วม และสิ่งของหรือขั้นตอนแต่ละอย่างถูกให้ความหมายแบบใด คำถามเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดมากกว่าการเหมารวมพิธีทุกชนิดไว้ด้วยกัน

เมื่ออ่านคู่กับงานจิตวิทยา ต้องรักษาความต่างของบริบทด้วย ผลการศึกษาพิธีกรรมในชุมชนหนึ่งไม่อาจนำมารับรองประสิทธิผลของทุกพิธีที่ปรากฏในหนังสือได้

4. 108 ความเชื่อ เครื่องราง ของขลังสิ่งมงคล — ทำไมวัตถุเล็ก ๆ จึงมีน้ำหนักทางใจ

ปกหนังสือ อินทรักษ์พยากรณ์ 108 ความเชื่อ เครื่องราง ของขลังสิ่งมงคล - อ.วิจารณ์ อินทรักษ์

อินทรักษ์พยากรณ์ 108 ความเชื่อ เครื่องราง ของขลังสิ่งมงคล ของ อ.วิจารณ์ อินทรักษ์ พาไปรู้จักวัตถุและคำอธิบายในโลกของเครื่องราง ตัวอย่างที่ตรวจพบมีหมวดแคล้วคลาดป้องกันตัวและเรื่องตะกรุดโทน

เหมาะกับคนที่สนใจว่า วัตถุถูกเล่าให้มีคุณสมบัติอย่างไร และผู้คนฝากความหวังชนิดใดไว้กับมัน จากนั้นเราอาจตั้งคำถามต่อเองว่า ของชิ้นเดียวกันจะมีความหมายต่างกันไหม หากได้มาจากคนสำคัญหรือจากร้านค้าที่ไม่เคยรู้จัก

คำถามเรื่องความทรงจำและคุณค่าทางใจเป็นมุมอ่านที่เรานำไปต่อยอด ส่วนคำกล่าวเรื่องอำนาจคุ้มครองในเล่มควรอ่านในฐานะคติความเชื่อ ไม่ใช่เหตุผลให้ละเลยการป้องกันอันตรายในชีวิตจริง

5. การเข้าทรงและร่างทรง — มองคน ความสัมพันธ์ และบทบาททางสังคม

ปกหนังสือ การเข้าทรงและร่างทรง ความเชื่อ พิธีกรรมและบทบาทที่มีต่อสังคม - วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, นิภาวรรณ วิรัชนิภาวรรณ

การเข้าทรงและร่างทรง: ความเชื่อ พิธีกรรมและบทบาทที่มีต่อสังคม ของ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ และนิภาวรรณ วิรัชนิภาวรรณ มีทั้งการอธิบายความเชื่อ พิธีกรรม กรณีศึกษา และบทบาทของร่างทรงที่มีต่อสังคมตามสารบัญ

เหมาะกับคนที่อยากขยับจากการถามว่า “เกิดอะไรขึ้นในพิธี?” ไปสู่การถามว่า “ผู้คนไปพบใคร เพื่ออะไร และเกิดความสัมพันธ์แบบใด?” การมองผ่านบทบาททางสังคมทำให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวข้องกับผู้คนและเครือข่ายรอบตัวด้วย

นี่เป็นงานจากบริบทสังคมในช่วงเวลาที่ศึกษา จึงไม่ควรใช้สรุปลักษณะของร่างทรงทุกคนในปัจจุบัน หรือถือว่าการอธิบายบทบาททางสังคมเป็นการยืนยันว่ามีการติดต่อสิ่งเหนือธรรมชาติจริง

6. ไสยศาสตร์ครองเมือง — เมื่อความเชื่อเชื่อมกับโลกสมัยใหม่

ปกหนังสือ ไสยศาสตร์ครองเมือง

ไสยศาสตร์ครองเมือง รวมข้อเขียนของนักคิดหลายคน โดยมี พิทยา ว่องกุล เป็นบรรณาธิการ สารบัญมีทั้งเรื่องไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การเมือง และบทนำว่าด้วยทุนนิยมกับไสยศาสตร์ จึงเป็นเล่มที่ช่วยขยายคำถามออกจากตัวบุคคล

แทนที่จะถามเพียงว่าทำไมคนหนึ่งเชื่อ เราอาจลองถามว่า ความเชื่อถูกนำเสนอผ่านใคร มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้อง และความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้คนมองหาที่พึ่งแบบใด

เหมาะกับผู้อ่านที่ชอบมุมถกเถียงและการวิจารณ์สังคม เป็นงานจากยุคก่อนแพลตฟอร์มปัจจุบัน ไม่ใช่รายงานตลาดความเชื่อวันนี้ และไม่ควรนำข้อวิจารณ์บางกรณีไปเหมารวมว่าผู้มีศรัทธาทุกคนหรือผู้ประกอบพิธีทุกคนเป็นแบบเดียวกัน

อยู่กับความเชื่ออย่างไร โดยยังมีพื้นที่ให้คำถาม

ภาพวาดผู้อ่านตรวจข้อมูลหลายกลุ่มในสมุด

ภาพวาดเชิงสัญลักษณ์: การมองข้อมูลหลายด้าน เปิดพื้นที่ให้ทั้งความหมายส่วนตัวและการตรวจสอบ

หนังสือทั้งหกเล่มไม่ได้ตอบโจทย์เดียวกันทั้งหมด บางเล่มรวบรวมความเชื่อ บางเล่มอธิบายพิธี บางเล่มศึกษาสังคม และบางเล่มเสนอข้อวิจารณ์ การรู้ว่าเล่มที่เปิดอยู่กำลังทำอะไร จะช่วยให้เราอ่านได้สนุกโดยไม่สับสนระหว่างเรื่องเล่า คำแนะนำ ความเห็น และหลักฐาน

ก่อนเชื่อคำกล่าวที่มีผลต่อการตัดสินใจ ลองถามว่า ผู้พูดรู้ได้อย่างไร มีกรณีที่ไม่เป็นไปตามคำกล่าวหรือไม่ และมีคำอธิบายอื่นอะไรอีกบ้าง ถ้าความเชื่อหนึ่งให้กำลังใจ ก็ควรถามต่อได้ว่ามันทำให้เราลงมือเตรียมตัวดีขึ้น หรือทำให้กลัวจนไม่กล้าตัดสินใจเอง

การเก็บของที่คนรักให้ การร่วมธรรมเนียมของครอบครัว และการจ่ายเงินเพราะถูกขู่ว่าจะเกิดเหตุร้าย มีเงื่อนไขต่างกัน การเคารพความหมายส่วนตัวจึงอยู่ร่วมกับการตรวจสอบคำกล่าวและการปฏิเสธแรงกดดันได้ โดยเฉพาะเมื่อมีต้นทุนหรือผลกระทบต่อชีวิตสูง

กลับมาที่เสื้อตัวเดิมในเช้าวันสัมภาษณ์ เราอาจยังเลือกใส่มัน เพราะใส่แล้วสบายใจ พร้อมตรวจเอกสาร ซ้อมคำตอบ และออกจากบ้านให้ทัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำให้ความไม่แน่นอนหายไปจากชีวิต แต่ช่วยให้เราแยกได้ดีขึ้นว่าอะไรตรวจสอบได้ อะไรยังไม่รู้ และอะไรมีความหมายกับเราเป็นการส่วนตัว

ถ้าหยิบหนังสือสักเล่มจากหกเล่มนี้มาอ่าน ลองชวนคนในบ้านคุยด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า ความเชื่อไหนที่เราได้รับต่อมา และมันมีความหมายกับเราเพราะอะไร? บางทีบทสนทนาที่ได้อาจบอกเรื่องของผู้คนได้มากพอ ๆ กับเรื่องโชคลางเอง

สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เศรษฐกิจ สังคม

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า1224191

รัฐศาสตร์

ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร
การเมือง สังคมศาสตร์

จิตวิทยาทั่วไป

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า233716

คนรู้ใจ

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
จิตวิทยา พัฒนาตนเอง

ความเชื่อ เรื่องลึกลับ

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า234420

พญานาค

วินัย ทรัพย์พญา
ธรรมะ ศาสนา ปรัชญา

อ่านต่อเรื่องอื่น

ดูบทความทั้งหมด
นิยายที่ทำนายอนาคตได้อย่างน่าขนลุก เรื่องบังเอิญหรือจินตนาการที่ล้ำยุค?
14/10/2569 20:14 · อ่าน 0 ครั้ง

นิยายที่ทำนายอนาคตได้อย่างน่าขนลุก เรื่องบังเอิญหรือจินตนาการที่ล้ำยุค?

จากการยิงคนไปดวงจันทร์ถึงสังคมที่ถูกเฝ้ามอง ย้อนรอยนิยาย 6 เล่มที่ทำให้โลกภายหลังดูคล้ายหน้าหนังสือเก่า พร้อมแยกความบังเอิญ จินตนาการล้ำยุค และคำเตือนที่ยังชวนขนลุก

ทำไมนิยายสืบสวนถึงทำให้เราหยุดอ่านไม่ได้?
14/10/2569 16:54 · อ่าน 4 ครั้ง

ทำไมนิยายสืบสวนถึงทำให้เราหยุดอ่านไม่ได้?

แกะกลวิธีวางเบาะแส จังหวะจบบท และการหักมุม ผ่านนิยายสืบสวน 6 เล่ม ตั้งแต่โฮล์มส์และปัวโรต์ถึงนิยายญี่ปุ่น ชวนอ่านงานเขียนให้สนุกขึ้นโดยไม่เปิดเผยคำเฉลยสำคัญ

ทำไมมนุษย์ถึงเริ่มสะสมสิ่งของ? จากของหายากสู่หนังสือที่รัก
14/10/2569 14:53 · อ่าน 4 ครั้ง

ทำไมมนุษย์ถึงเริ่มสะสมสิ่งของ? จากของหายากสู่หนังสือที่รัก

เปลือกหอยจากแดนไกล ตู้ของแปลก และหนังสือปกเก่าที่อยากเก็บไว้ ชวนย้อนประวัติศาสตร์การสะสมจากความพิศวงสู่แหล่งความรู้ แล้วกลับมามองคุณค่าบนชั้นหนังสือ ผ่านหนังสือสายความเชื่อและวัตถุมงคล 6 เล่ม

อาชีพที่หายไปจากโลกจริงหรือ? ย้อนดูงานแปลกที่คนในอดีตเคยทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ
13/10/2569 13:50 · อ่าน 11 ครั้ง

อาชีพที่หายไปจากโลกจริงหรือ? ย้อนดูงานแปลกที่คนในอดีตเคยทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

คนปลุกให้ตื่น คนตัดน้ำแข็ง และคนตั้งพินโบว์ลิ่งเคยเป็นงานจริง ชวนย้อนดูอาชีพที่เทคโนโลยีและชีวิตเมืองทำให้เปลี่ยนไป ผ่านหนังสือ “กุลีลากรถ กับประวัติศาสตร์แรงงานไทย” พร้อมเกร็ดที่ทำให้เรื่องงานเก่าสนุกและใกล้ตัวกว่าที่คิด

ตั้งค่าคุกกี้

ดูรายละเอียดของแต่ละประเภทได้ที่ นโยบายคุกกี้