รูปที่ 1 จาก 10
เจ้าอนุวงศ์ กบฏหรือวีรบุรุษ ในสงครามไทย-เวียงจันทน์ สมัยรัชกาลที่ 3
ลดพิเศษ 20%-50%ภายใน 1 วัน 5 ชม. 2 นาที
การจัดส่ง: ค่าจัดส่งคำนวณตามน้ำหนักรวม วิธีจัดส่ง และพื้นที่ปลายทาง โดยแสดงยอดก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ จัดส่งฟรีเมื่อยอดสินค้าหลังหักส่วนลดเข้าเงื่อนไขของวิธีจัดส่งที่เลือก ดูรายละเอียดการจัดส่ง
การคืนสินค้า: รับคืนและคืนเงิน 100% ของราคาที่ชำระจริงสำหรับหนังสือที่อ่านไม่ได้หรือเนื้อหาไม่ครบ กรุณาแจ้งปัญหาภายใน 7 วันหลังได้รับสินค้า การคืนด้วยเหตุอื่นและค่าจัดส่งคืนพิจารณาเป็นรายกรณี ดูนโยบายคืนสินค้า
รายละเอียดหนังสือ
ถ้าพูดถึงสงครามไทยกับเวียงจันทน์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ชื่อของเจ้าอนุวงศ์มักมาพร้อมคำถามที่ตอบไม่ง่ายว่าแท้จริงแล้วพระองค์เป็น "กบฏ" หรือ "วีรบุรุษ" หนังสือเล่มนี้ของภาสกร วงศ์ตาวัน ชวนผู้อ่านย้อนกลับไปสำรวจปมประวัติศาสตร์นั้นอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ปูมหลังของลาวก่อนที่เหตุการณ์จะปะทุขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับการรุกรานล้านช้าง ภาพของสยามก่อนเกิดสงคราม ไปจนถึงเหตุการณ์สงครามเจ้าอนุวงศ์ระหว่าง พ.ศ. 2369-2371 พร้อมบทวิเคราะห์ว่าอะไรทำให้ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ต้องพ่ายแพ้ และความเปลี่ยนแปลงที่ตามมาหลังสงครามสิ้นสุด
จุดน่าสนใจของเล่มนี้อยู่ที่การวางเจ้าอนุวงศ์ไว้ในฐานะเชื้อพระวงศ์สำคัญของกษัตริย์ล้านช้างเวียงจันทน์ ที่ถูกส่งมาเป็นองค์ประกันในราชสำนักไทย ซึ่งชวนให้นึกถึงกรณีของสมเด็จพระนเรศวรที่เคยเป็นองค์ประกันในราชสำนักพม่า ประสบการณ์แบบนี้เองที่ทำให้เรื่องราวของพระองค์มีมิติซับซ้อนกว่ารูปแบบ "กบฏ" หรือ "วีรบุรุษ" เพียงอย่างเดียว ผู้เขียนระบุไว้ชัดว่าไม่ได้ตั้งใจรื้อฟื้นความเจ็บปวดของชาวลาว หรือตอกย้ำชัยชนะของฝ่ายไทย แต่ต้องการให้ข้อมูลและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เป็นฐานความรู้ สำหรับผู้ที่อยากศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและลาวให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นอกจากเนื้อหาหลัก หนังสือยังมีภาคผนวกที่น่าสนใจ ทั้งประวัติสังเขปของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และนิราสทัพเวียงจันท์ โดยหม่อมเจ้าทับ ซึ่งเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่ช่วยให้เห็นมุมมองของคนในยุคนั้นต่อสงครามครั้งนี้ด้วย
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามกับคำตัดสินทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าต่อกันมา ลองเปิดหนังสือเล่มนี้ดู แล้วค่อย ๆ ติดตามว่าเรื่องราวของเจ้าอนุวงศ์ถูกอธิบายและตีความไว้อย่างไรบ้าง — คำตอบอาจไม่ได้มีแค่ "กบฏ" หรือ "วีรบุรุษ" อย่างที่เคยเข้าใจกันก็ได้



















