รูปที่ 1 จาก 8
Amagi Brilliant Park ปฎิบัติการพลิกวิกฤตสวนสนุก เล่ม 1-3
ลดพิเศษ 20%-50%ภายใน 2 วัน 10 ชม. 1 นาที
การจัดส่ง: ค่าจัดส่งคำนวณตามน้ำหนักรวม วิธีจัดส่ง และพื้นที่ปลายทาง โดยแสดงยอดก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ จัดส่งฟรีเมื่อยอดสินค้าหลังหักส่วนลดเข้าเงื่อนไขของวิธีจัดส่งที่เลือก ดูรายละเอียดการจัดส่ง
การคืนสินค้า: รับคืนและคืนเงิน 100% ของราคาที่ชำระจริงสำหรับหนังสือที่อ่านไม่ได้หรือเนื้อหาไม่ครบ กรุณาแจ้งปัญหาภายใน 7 วันหลังได้รับสินค้า การคืนด้วยเหตุอื่นและค่าจัดส่งคืนพิจารณาเป็นรายกรณี ดูนโยบายคืนสินค้า
รายละเอียดหนังสือ
ถ้าคุณเคยสงสัยว่าคนที่ต้องใส่ชุดมาสคอตแล้วยิ้มโบกมือให้เด็กทั้งวัน เขาคิดอะไรอยู่ในใจจริง ๆ ไลท์โนเวลชุด Amagi Brilliant Park ปฏิบัติการพลิกวิกฤตสวนสนุก เล่ม 1-3 นี้อาจตอบคำถามนั้นได้อย่างสนุกกว่าที่คิด
เรื่องราวเริ่มจาก คานิเอะ เซย์ยะ นักเรียนมัธยมปลายรูปหล่อ มั่นใจในตัวเอง และเคยเป็นดาราเด็กมาก่อน วันหนึ่งเขาถูก เซนโตะ อิสุซุ สาวสวยปริศนาที่ชอบใช้ปืน解决问题的 จ่อด้วยปืนมัสเกตให้ไปเดทกับเธอที่สวนสนุกอามากิ บริลเลียนท์ พาร์ค ซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นจุดออกเดทที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย แต่ที่นั่นเอง ลาติฟาห์ เฟลอรันซา เจ้าของสวนสนุก ได้ยื่นข้อเสนอให้เขาเข้ามาเป็นผู้บริหารสวนสนุกที่กำลังNearเจ๊ง และต้องกอบกู้มันไว้ก่อนจะถูกปิดตัวลง
เงื่อนไขไม่ได้ง่ายเลย เพราะตามสัญญาเช่าที่ดิน พาร์คต้องทำจำนวนผู้เข้าชมให้ได้ตามโควต้าที่กำหนดไว้ (บางแหล่งระบุว่าปีละ 500,000 คน) หากทำไม่ได้ ที่ดินจะถูกบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้ายึดและพัฒนาไปในทางอื่น แต่ความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือ พนักงานจำนวนมากของพาร์คไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขาเป็นผู้อพยพจากอาณาจักรเวทมนตร์ที่ชื่อ Maple Land และสวนสนุกแห่งนี้คือแหล่งเก็บเกี่ยวพลังงานเวทมนตร์จากความสนุกสนานของผู้เข้าชม อีกทั้งยังเป็นหนทางเดียวที่ทำให้พวกเขาดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไปได้
ในเล่ม 1 ผู้อ่านจะได้รู้จักตัวละครหลักทั้งสาม พร้อมทั้งเห็นภาพของสวนสนุกที่ซอมซ่อและบรรดามาสคอตที่ช่วยกันแบบสุดชีวิต ผ่านตอนอย่าง "สรรพนามของจุดออกเดทที่ไม่ได้เรื่อง" "การบริการของเหล่ามาสคอตมันห่วย" "สิ่งก่อสร้างซึ่งถูกปล่อยร้างมาหลายสิบปี" และ "คลิปต่อยเกสท์ถูกอัพโหลดซะแล้ว" ส่วนเล่ม 2 งานกอบกู้ยังไม่จบ เพราะแม้พาร์คจะรอดมาได้ชั่วคราว แต่ก็ยังขาดแคลนพนักงานและงบประมาณที่ร่อยหรอ เซย์ยะต้องสัมภาษณ์พนักงานและเจรจากับนักลงทุนกันแบบตรง ๆ จนมีเหตุการณ์ที่ลุกลามไปถึงขั้น "การพิจารณาคดีในดันเจี้ยน" เลยทีเดียว
มาถึงเล่ม 3 ความกดดันเรื่องการเพิ่มจำนวนลูกค้ายิ่งหนักข้อขึ้น เซย์ยะต้องหาทางกอบกู้ธีมพาร์คที่ขึ้นชื่อว่าโกโรโกโสด้วยเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ตราตรึงใจเกสท์ อย่างการแสดงละครเพลงอลังการ แต่การซ้อมก็ยุ่งเหยิง พนักงานก็ไม่พอ แถมจำนวนวันเข้าเรียนของเขาก็ยังขาดอีก เรียกได้ว่าปัญหามาเป็นชุดจริง ๆ
จุดที่น่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่การเป็นสุขนาฏกรรมธุรกิจหรือสุขนาฏกรรมที่ทำงาน ซึ่งพูดถึงการดิ้นรนของเหล่ามาสคอตและพนักงานธีมพาร์คที่ต้องยิ้มรับลูกค้าทั้งที่บางครั้งก็ไม่ได้อยากทำ ผู้เขียนเคยเล่าไว้ในบทส่งท้ายว่าธีมหลักคือ "มาสคอตที่ต้องฝืนยิ้ม เล่นกับเด็กทุกวัน ก็มีทั้งน้ำตาและความสุขของตัวเอง" โดยได้แรงบันดาลใจจากคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าพนักงานในชุดมาสคอตเกลียดเด็กจริง ๆ ขึ้นมาจะเป็นอย่างไรกันนะ
ความน่ารักของเรื่องจึงไม่ได้อยู่แค่ฉากตลกหรือความวายป่วงของเหล่าตัวละคร แต่อยู่ที่การเอาองค์ประกอบแฟนตาซีอย่างอาณาจักรเวทมนตร์และเหล่าแฟรี่ มาผสมเข้ากับฉากในโลกปัจจุบันได้อย่างกลมกล่อม ขณะเดียวกันก็มีจังหวะที่จริงจังและดาร์กแทรกอยู่ไม่น้อย ใครที่กำลังมองหานิยายไลท์โนเวลที่ทั้งฮาและมีเรื่องให้ลุ้นไปพร้อมกัน ลองเปิดเล่มแรกแล้วค่อย ๆ ตามไปดูว่าเซย์ยะกับพนักงานธีมพาร์คจะพาสวนสนุกแห่งนี้ผ่านวิกฤตไปได้อย่างไรนะ














