คนเราจำเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริงหรือ? สำรวจความทรงจำเทียมผ่านจิตวิทยาและนิยายลึกลับ

ทำไมภาพในหัวจึงชัดทั้งที่รายละเอียดผิด? ชวนอ่าน คิด, เร็วและช้า เป็นเล่มหลัก แล้วตามไปดูงานทดลองความทรงจำเทียม พร้อมนิยายลึกลับที่ตั้งคำถามกับพยานและคนเล่า โดยไม่เฉลยจุดหักมุม

GetBookieGetBookie12/10/2569 22:29 · อ่าน 3 ครั้ง
คนเราจำเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริงหรือ? สำรวจความทรงจำเทียมผ่านจิตวิทยาและนิยายลึกลับ

ลองสมมติว่าคุณกับเพื่อนกำลังคุยถึงทริปเก่า คุณจำได้ว่าเพื่อนถือร่มสีแดงในวันฝนตก ภาพนั้นชัดเสียจนแทบเห็นหยดน้ำเกาะผ้า แต่เพื่อนยืนยันว่าร่มเป็นสีน้ำเงิน และเมื่อเปิดภาพถ่ายจากวันนั้น ร่มในภาพก็เป็นสีน้ำเงินจริง ๆ

“แต่เราจำได้ว่าเป็นสีแดงนี่นา”

ความรู้สึกนี้ชวนงง เพราะสิ่งที่ขัดกับหลักฐานไม่ได้อยู่ไกลตัว มันอยู่ในหัวเราเอง เราไม่ได้ตั้งใจแต่งเรื่อง และไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเดา แล้วความทรงจำที่ผิดจากเหตุการณ์จริงเข้ามาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร?

คำตอบคือ คนเราสามารถระลึกถึงรายละเอียดที่ไม่ได้เกิดขึ้น หรือรายงานความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกเสนอขึ้นมาได้จริงในบางเงื่อนไข นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่า false memory หรือความทรงจำเทียม แต่การจำสีร่มผิดกับการเชื่อว่าเคยผ่านเหตุการณ์ทั้งเรื่อง เป็นความคลาดเคลื่อนคนละระดับ เราต้องค่อย ๆ แยกมันออกจากกัน

หนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้เราหันกลับมาถามความมั่นใจ

คิด, เร็วและช้า — Thinking, Fast and Slow ของแดเนียล คาฮ์นะมัน เป็นเล่มหลักที่จะพาเราเดินผ่านคำถามนี้ หนังสือไม่ได้มีไว้รวบรวมคดีความทรงจำเทียมโดยเฉพาะ แต่สำรวจวิธีที่เราตัดสินใจ เชื่อ และประเมินสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นหลังสำคัญของประโยคว่า “ฉันมั่นใจว่าจำได้”

คาฮ์นะมันใช้ภาพของการคิดสองระบบช่วยอธิบาย ระบบหนึ่งทำงานรวดเร็วและเป็นอัตโนมัติ อีกระบบใช้ความพยายามกับการพิจารณาที่รอบคอบขึ้น ชื่อระบบเป็นเครื่องมืออธิบายการทำงานของความคิด ไม่ใช่คนสองคนที่อาศัยอยู่ในสมอง และการคิดเร็วก็ไม่ได้ผิดเสมอไป

ปกหนังสือ คิด, เร็วและช้า ของแดเนียล คาฮ์นะมัน

หากกลับไปหาฉากสมมติเรื่องร่ม ความรู้สึกว่า “ใช่แน่นอน” อาจมาถึงก่อนที่เราจะเริ่มถามว่า ภาพนี้มาจากวันนั้นจริงหรือมาจากรูปอีกทริปหนึ่ง ความมั่นใจเป็นประสบการณ์ที่เรารู้สึกได้ ส่วนความถูกต้องต้องมีสิ่งให้ตรวจเทียบ ทั้งสองอย่างสัมพันธ์กันได้ แต่ใช้แทนกันไม่ได้ทุกกรณี

เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้จึงอยู่ที่การชวนให้เราสังเกตวิธีคิดของตัวเอง ไม่ใช่แค่จับผิดคนอื่น ก่อนจะพูดว่าเพื่อนจำผิด เราอาจต้องเผื่อพื้นที่ไว้ให้ความคิดว่า ตัวเราเองก็มีส่วนที่ควรตรวจสอบ

ถ้าอยากปูพื้นฐานต่อ จิตวิทยาเบื้องต้น ของกาญจนา คำสุวรรณ และนิตยา เสารัมณี เป็นทางอ่านเชิงตำรา ขณะที่ แค่รู้จิตวิทยาเบื้องต้น ก็เข้าใจความมหัศจรรย์ของจิตใจคน ของซายาโกะ อุเอดะ ใช้รูปแบบชวนอ่านเรื่องจิตใจในชีวิตประจำวัน ทั้งสองเล่มเป็นพื้นหลังด้านจิตวิทยา ไม่จำเป็นต้องใช้แทนงานวิจัยเฉพาะเรื่องความทรงจำเทียม

ส่วนคนที่อยากเริ่มจากภาพและคำอธิบายเรื่องอวัยวะ สนุกกับการค้นหาความรู้ข้างใน สมอง ของอเล็กซ์ ฟริท เป็นหนังสือความรู้สำหรับเด็กที่พาไปดูส่วนต่าง ๆ และการทำงานของสมอง ช่วยเปิดประตูอีกบานก่อนเข้าสู่ศัพท์การทดลองที่ซับซ้อนขึ้น

คำถามหลังเหตุการณ์ อาจเข้าไปอยู่ในคำตอบของเรา

ปี 1974 เอลิซาเบธ ลอฟตัส และจอห์น พาลเมอร์ให้ผู้เข้าร่วมดูภาพยนตร์อุบัติเหตุรถยนต์ แล้วถามถึงความเร็ว โดยเปลี่ยนคำกริยาในคำถาม กลุ่มที่ได้ยินคำว่า smashed ซึ่งสื่อถึงการชนรุนแรง ประเมินความเร็วสูงกว่ากลุ่มที่ได้ยินคำอื่น เช่น hit

ในการทดลองอีกชุดหนึ่ง ผู้เข้าร่วมกลับมาตอบคำถามหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ กลุ่มที่เคยได้รับคำถามแบบ smashed ตอบว่าเห็นกระจกแตกมากกว่ากลุ่ม hit ทั้งที่ภาพยนตร์ไม่มีเศษกระจกแตกให้เห็น

ผลนี้สนับสนุนว่าข้อมูลที่ได้รับภายหลังเหตุการณ์อาจมีผลต่อสิ่งที่คนรายงานว่าจำได้ การทดลองไม่ได้บอกว่าคำถามหนึ่งคำควบคุมความจำของทุกคนได้ตามใจ แต่ทำให้เราเห็นว่า “คำถาม” ไม่ได้เป็นภาชนะว่าง ๆ ที่รับข้อมูลจากพยานเสมอไป มันอาจส่งข้อมูลกลับเข้าไปด้วย

ลองเทียบคำถามสมมติสองแบบ: “วันนั้นเห็นอะไรบ้าง?” กับ “วันนั้นเห็นร่มสีแดงใช่ไหม?” แบบหลังใส่สีไว้ให้แล้ว แม้ผู้ตอบอาจยังไม่เคยระบุสีนั้นมาก่อน

จุดนี้เชื่อมกับ เขว: ไขปริศนาพลังลึกลับที่ทำให้คุณตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล ของโอริ บราฟแมน และรอม บราฟแมน ซึ่งสำรวจอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อการตัดสินใจ รวมถึงความยากในการทบทวนการประเมินครั้งแรก อ่านต่อแล้วชวนถามได้ว่า เมื่อเราปักใจไว้แล้ว เราเปิดรับข้อมูลที่ขัดกันมากน้อยเพียงใด เรื่องการตัดสินใจนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจความเชื่อ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าความทรงจำทุกเรื่องถูกสร้างขึ้น

แล้วเหตุการณ์ทั้งเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นล่ะ?

งานที่เป็นที่รู้จักคือการศึกษา Lost in the Mall ของลอฟตัสและแจ็กเกอลีน พิกเคอเรลล์ในปี 1995 ผู้เข้าร่วมได้รับเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัยเด็ก ซึ่งมีทั้งเหตุการณ์ที่ญาติให้ข้อมูลว่าเกิดขึ้นจริง และเรื่องหลงทางในห้างที่นักวิจัยสร้างขึ้น บางคนต่อมารายงานว่าระลึกถึงบางส่วนของเรื่องที่ถูกสร้างนั้นได้

นี่เป็นโจทย์ใหญ่กว่าการจำรายละเอียดผิด แต่ก็ต้องอ่านอย่างละเอียดว่า นักวิจัยนับอะไรเป็น “ความทรงจำ” ผู้เข้าร่วมเชื่อว่าเรื่องเกิดขึ้น หรือรู้สึกว่ามีภาพและรายละเอียดที่ระลึกได้จริง? ระลึกได้ครบ หรือเพียงบางส่วน? คำตอบเหล่านี้ไม่เหมือนกัน

การวิเคราะห์บทสัมภาษณ์จากงานทำซ้ำที่ตีพิมพ์ในปี 2024 โดยเบอร์นิซ แอนดรูส์ และคริส บรูวิน ชี้ว่าการจัดประเภทของผู้วิจัยอาจไม่ตรงกับการประเมินความจำของผู้เข้าร่วมเอง และบางคำตอบอาจเชื่อมกับประสบการณ์จริงที่คล้ายกัน ข้อถกเถียงนี้ช่วยให้เราเล่าเรื่องความทรงจำเทียมได้แม่นขึ้น: มีหลักฐานของความคลาดเคลื่อน แต่ไม่ควรย่อเป็นประโยคว่าปลูกอดีตใหม่ให้ใครก็ได้ง่าย ๆ

อีกทางที่รายละเอียดคลาดเคลื่อนได้คือการจำเนื้อหาได้ แต่สับสนว่ารู้มาจากไหน เราเห็นเอง ได้ยินคนอื่นเล่า หรือเคยจินตนาการตาม? ความคุ้นเคยของภาพไม่จำเป็นต้องบอกแหล่งที่มาครบถ้วน การนำประสบการณ์จริงกับข้อมูลภายหลังมาประกอบกัน จึงเป็นเรื่องที่นักวิจัยต้องแยกตรวจ

คนที่อยู่ในเหตุการณ์ กับคนที่เล่าเรื่องนั้นในภายหลัง

กลับมาที่ คิด, เร็วและช้า อีกครั้ง หนังสือยังชวนมองความต่างระหว่าง ตัวตนที่กำลังมีประสบการณ์ กับ ตัวตนที่จดจำและประเมินประสบการณ์นั้นภายหลัง

ลองต่อฉากทริปสมมติเดิม คุณมีช่วงเวลาสบายใจหลายชั่วโมง แต่ท้ายวันทะเลาะกับเพื่อน เมื่อมีคนถามว่าเที่ยวสนุกไหม คุณอาจตอบว่า “แย่มาก” ทั้งที่ระหว่างวันก็มีช่วงสนุกอยู่จริง ประโยคสรุปนี้สะท้อนการประเมินทริปภายหลัง มากกว่ารายงานทุกนาทีที่ผ่านไป

คาฮ์นะมันและเจสัน รีสส์อธิบายความต่างนี้ในงานเรื่องประสบการณ์กับการประเมินชีวิตย้อนหลัง โดยชี้ให้เห็นบทบาทของช่วงเข้มข้นและช่วงท้ายต่อการประเมินประสบการณ์บางแบบ มันทำให้เราเห็นว่าความทรงจำที่ใช้ตัดสินใจกลับไปเที่ยวอีกหรือไม่ อาจไม่ได้ให้น้ำหนักกับเวลาแต่ละช่วงเท่ากัน

แต่ การสรุปทริปว่าแย่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการจำว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีจริง ความเอนเอียงในการประเมิน ความผิดพลาดในรายละเอียด และความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกเสนอขึ้นมา ต้องแยกกัน หากเรียกทุกอย่างว่าความทรงจำเทียม เราจะเสียความละเอียดที่ช่วยให้เข้าใจมัน

ความต่างนี้น่าอ่านคู่กับ ยังจำได้ไหม — Remember Me? ของโซฟี คินเซลลา แปลโดยพลอย จริยะเวช ตัวเอกตื่นขึ้นหลังอุบัติเหตุและพบว่าความจำช่วงสามปีขาดหายไป เธอต้องทำความรู้จักชีวิตที่เปลี่ยนไปผ่านผู้คนรอบตัว เล่มนี้เป็นโรแมนติกคอมเมดี ไม่ใช่นิยายสืบสวน แต่เปิดคำถามเรื่องตัวตนได้ชัดว่า ถ้าเราจำชีวิตช่วงหนึ่งไม่ได้ เราจะใช้เรื่องเล่าของใครมาประกอบภาพตัวเอง?

นิยายลึกลับทำให้คำว่า “ฉันจำได้” กลายเป็นคำถาม

ใน ผมใช้ความจำจับฆาตกร — Memory Man ของเดวิด บัลดัชชี อามอส เด็คเกอร์มีความจำพิเศษหลังบาดเจ็บที่สมอง และต้องใช้ความสามารถนั้นเผชิญคดีที่เชื่อมกับความสูญเสียในชีวิตเขา

ปกหนังสือ ผมใช้ความจำจับฆาตกร ของเดวิด บัลดัชชี

นี่เป็นภาพความจำในโลกนิยายที่ต่างจากตัวอย่างจำสีร่มผิด: การจำได้มากอาจช่วยสืบสวน และอาจทำให้สิ่งที่อยากลืมยังคงอยู่ด้วย ความสามารถของตัวละครเป็นองค์ประกอบของเรื่อง ไม่ควรใช้เป็นคำอธิบายทั่วไปว่าคนที่บาดเจ็บสมองจะมีความจำแบบเดียวกัน

หากอ่านหลังจากงานทดลอง เราจะได้คำถามเพิ่มอีกชั้นหนึ่งว่า ต่อให้จำรายละเอียดได้ เรารู้ความหมายและบริบทของรายละเอียดนั้นครบหรือยัง? การมีข้อมูลกับการหาคำอธิบายยังเป็นคนละงานที่ผู้อ่านต้องตามดู

อีกเล่มที่พาไปฟังคำให้การคือ เจตนาเลือด ของฮิงาชิโนะ เคโงะ ซึ่งตีพิมพ์ใหม่ในชื่อ เจตนาร้าย เรื่องสืบสวนนี้ให้ความสำคัญกับการแยกความจริงจากถ้อยคำของคนที่เกี่ยวข้อง เราจึงอ่านได้โดยถามตลอดว่า คนเล่ารู้อะไร เลือกบอกอะไร และข้อสรุปของเราอาศัยข้อมูลส่วนไหน

ปกหนังสือ เจตนาเลือด ของฮิงาชิโนะ เคโงะ

อย่างไรก็ตาม คนเล่าที่ไม่น่าเชื่อถือไม่ได้แปลว่ามีความทรงจำเทียมเสมอไป เขาอาจตั้งใจปิดบัง เข้าใจผิด หรือรู้เพียงบางส่วนก็ได้ นิยายเปิดพื้นที่ให้เราแยกความเป็นไปได้เหล่านี้โดยไม่ต้องรีบติดป้ายให้ตัวละคร

คำสารภาพ ของมินะโตะ คานะเอะ เริ่มจากการเสียชีวิตของลูกสาวครูที่ถูกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ แล้วคำบอกเล่าของครูก็เปลี่ยนสิ่งที่คนอื่นรับรู้ ส่วน นิ้วสีแดง ของฮิงาชิโนะ เคโงะ วางปัญหาคดีไว้ในความสัมพันธ์ของครอบครัว ทั้งสองเล่มเหมาะกับการอ่านโดยสังเกตว่าภาพเหตุการณ์ของเราเปลี่ยนเมื่อได้ฟังใครเพิ่มขึ้น โดยไม่ถือว่าพล็อตทั้งหมดเป็นตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ของความทรงจำเทียม

และถ้าอยากแยก “คนจำผิด” ออกจาก “คนสร้างเรื่องหลอกผู้อื่น” ให้ชัดขึ้น ริปลีย์ ฆาตกรหลายหน้า ของแพตริเซีย ไฮสมิท เป็นเส้นทางอ่านเรื่องความปรารถนา การหลอกลวง และการสร้างภาพตัวตน การอ่านโลกของริปลีย์ช่วยย้ำว่าความไม่ตรงกับความจริงอาจมีเจตนาอยู่ด้วย ซึ่งเป็นอีกโจทย์หนึ่งจากความผิดพลาดของความจำโดยไม่รู้ตัว

หลักฐานไม่ครบ เราควรรีบเชื่อหรือรีบปฏิเสธ?

4.50 รถไฟสายมรณะ ของอกาธา คริสตี้ เริ่มจากหญิงคนหนึ่งเห็นการฆาตกรรมผ่านหน้าต่างรถไฟอีกขบวน แต่ยังไม่มีศพหรือพยานอื่นมารองรับเรื่องเล่าของเธอ ความน่าสนใจอยู่ตรงคำถามว่า เมื่อหลักฐานยังไม่ครบ เราจะสืบต่ออย่างไร โดยไม่ตัดสินจากความรู้สึกแรกเพียงอย่างเดียว

ส่วน ศพในห้องสมุด — The Body in the Library ของคริสตี้เริ่มจากศพหญิงสาวที่ปรากฏในห้องสมุดของบ้านคนที่ดูน่านับถือ เรามีสิ่งที่เห็นชัดแล้ว แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่าเธอเป็นใครและมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร การพบหลักฐานหนึ่งชิ้นยังไม่เท่ากับรู้เรื่องทั้งเรื่อง

ใครฆ่า — The Sculptress ของมินเนตต์ วอลเตอร์ส พาไปอีกด้าน นักข่าวเข้าไปค้นเรื่องของหญิงที่รับสารภาพและถูกคุมขัง แล้วเริ่มสงสัยคำอธิบายที่ดูเหมือนจบไปแล้ว อ่านเล่มนี้ต่อได้จากคำถามเรื่องการตรวจสอบคำให้การและการประเมินคน โดยไม่ต้องรู้ตอนจบล่วงหน้า

ปกหนังสือ ใครฆ่า The Sculptress ของมินเนตต์ วอลเตอร์ส

นิยายสามเล่มนี้ให้บทบาทของพยานและหลักฐานต่างกัน สิ่งที่นำกลับมาคิดต่อได้คือ อย่าให้ความรู้เรื่องความจำคลาดเคลื่อนกลายเป็นเหตุผลปฏิเสธคำบอกเล่าของทุกคนโดยอัตโนมัติ และอย่าให้ความมั่นใจของคนเล่าทำให้เราเลิกตรวจข้อมูลอื่น ความทรงจำเป็นข้อมูลชนิดหนึ่งที่ควรพิจารณาร่วมกับบริบทและหลักฐาน

ฝึกจำเก่ง กับตรวจว่าเรื่องนั้นจริง เป็นคนละทักษะที่ใช้คู่กันได้

เมื่อพูดเรื่องความทรงจำ หลายคนย่อมอยากรู้วิธีจำชื่อ หนังสือ หรือสิ่งที่ต้องทำ หนังสือฝึกความจำจึงมีบทบาทต่างจากงานวิจัยเรื่องความทรงจำเทียม: มันช่วยจัดการข้อมูลที่เราตั้งใจเรียนรู้ ไม่ได้รับรองความถูกต้องของอดีตทุกเรื่องที่เราระลึกได้

พัฒนาความจำสู่ความเป็นอัจฉริยะ — Secrets of a Super Memory ของเอรัน คัตซ์ และ ลืมไปเลยว่าเคยลืม ของโดมินิก โอเบรียน เป็นเส้นทางอ่านเรื่องเทคนิคจำ โดยเล่มของโอเบรียนใช้จินตนาการเป็นเครื่องมือช่วยจำ จุดชวนคิดคือ จินตนาการที่ใช้เชื่อมข้อมูลเพื่อเรียนรู้ มีหน้าที่ต่างจากการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ในชีวิตเคยเกิดขึ้นจริง

กระตุ้นความจำให้ทำงาน — Memory Booster Workout ของโจ อิดดอน และฮิว วิลเลียมส์ มีแบบฝึกกระตุ้นความจำ ส่วน เทคนิคการคิดและจำอย่างเป็นระบบ ของฝ่ายวิชาการเอ็กซเปอร์เน็ทใช้การจัดความคิดและแผนภูมิเป็นทางช่วยจัดข้อมูล สองเล่มนี้ต่อยอดคำถามเรื่องวิธีเรียนรู้และจัดระเบียบข้อมูลได้ โดยไม่ต้องนำมาอธิบายแทนผลการทดลองปลูกความทรงจำ

สำหรับคนที่อยากนำเรื่องความจำกลับมาสู่การอ่าน เทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ ของคะบะซะวะ ชิอง เป็นทางอ่านต่อเรื่องการจดจำสิ่งที่อ่าน ขณะฝึกเราอาจลองแยกให้ชัดว่า อะไรคือข้อความของผู้เขียน และอะไรคือความคิดที่เราต่อยอดเอง เพื่อไม่ให้สองอย่างกลายเป็นคำกล่าวเดียวกันในภายหลัง

ท้ายที่สุด การตรวจความเชื่อยังต้องใช้ทักษะให้เหตุผลด้วย Rationality: เหตุผลที่ต้องมีเหตุผล ของสตีเวน พิงเกอร์ แปลโดยจีรชาตา เอี่ยมรัศ พาไปอ่านเรื่องเครื่องมือคิด ตั้งแต่เหตุผล ความน่าจะเป็น ไปจนถึงการแยกความสัมพันธ์กับเหตุและผล เป็นคู่สนทนาที่ดีต่อจาก คิด, เร็วและช้า เมื่อเราอยากขยับจากการรู้ว่าตัวเองอาจพลาด ไปสู่การถามว่าควรตรวจอย่างไร

ปกหนังสือ Rationality เหตุผลที่ต้องมีเหตุผล ของสตีเวน พิงเกอร์

วิธีเล็ก ๆ ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ จดสิ่งที่ระลึกได้ก่อนฟังเรื่องเล่าจากคนอื่น แยกสิ่งที่เห็นเองออกจากสิ่งที่ได้รับฟัง ใช้คำถามเปิดเมื่ออยากรู้ประสบการณ์ของใคร และเผื่อคำตอบว่า “ส่วนนี้ยังไม่แน่ใจ” ไว้ด้วย บันทึกหรือภาพถ่ายเองก็มีขอบเขต จึงควรตรวจหลายแหล่งเมื่อเรื่องนั้นสำคัญ

กลับไปหาคุณกับเพื่อนในฉากเปิด หากภาพถ่ายบอกว่าร่มเป็นสีน้ำเงิน การยอมแก้รายละเอียดหนึ่งไม่ได้ทำให้ทั้งทริปหายไป และไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนโกหก มันเพียงทำให้เรื่องที่เล่าใกล้เหตุการณ์จริงขึ้นอีกนิด

บางทีสิ่งที่ คิด, เร็วและช้า ทิ้งไว้ให้เราตามไปถึงนิยายลึกลับ จึงเป็นนิสัยเล็ก ๆ ก่อนตัดสิน: เมื่อความทรงจำพูดว่า “แน่นอน” ลองถามอย่างใจเย็นว่า แน่นอนจากความรู้สึก หรือมีอะไรให้ตรวจสอบด้วย?

สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

จิตวิทยาทั่วไป

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า54503062

เดอะพาวเวอร์

รอนดา เบิร์น
จิตวิทยา พัฒนาตนเอง
รหัสสินค้า68768069

เดอะพาวเวอร์

รอนดา เบิร์น
จิตวิทยา พัฒนาตนเอง

อ่านต่อเรื่องอื่น

ดูบทความทั้งหมด
ก่อนมีอินเทอร์เน็ต คนสมัยก่อนตามข่าวและนินทากันอย่างไร?
12/10/2569 21:48 · อ่าน 2 ครั้ง

ก่อนมีอินเทอร์เน็ต คนสมัยก่อนตามข่าวและนินทากันอย่างไร?

จากจดหมายเข้ารหัสซ่อนเรื่องนินทา โต๊ะกาแฟลอนดอน และข่าวลวงบนดวงจันทร์ สู่หนังสือพิมพ์และวิทยุไทย ย้อนดูว่าข่าวสารเดินทางอย่างไรก่อนยุคอินเทอร์เน็ต พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ชวนอ่านต่อ

เมื่ออาหารหนึ่งจานเปลี่ยนโลก! เรื่องราวเบื้องหลังเครื่องเทศ น้ำตาล และสงคราม
12/10/2569 20:57 · อ่าน 4 ครั้ง

เมื่ออาหารหนึ่งจานเปลี่ยนโลก! เรื่องราวเบื้องหลังเครื่องเทศ น้ำตาล และสงคราม

จากเม็ดพริกไทยถึงน้ำตาลหนึ่งช้อน ชวนอ่านประวัติศาสตร์การค้า การผูกขาด และสงครามผ่านของกินที่คุ้นเคย พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ต่อเรื่องจากเมืองท่ากลับมาสู่ครัว

ทำไมมนุษย์ถึงชอบอ่านเรื่องฆาตกรรม ทั้งที่รู้ว่ามันน่ากลัว?
12/10/2569 20:24 · อ่าน 4 ครั้ง

ทำไมมนุษย์ถึงชอบอ่านเรื่องฆาตกรรม ทั้งที่รู้ว่ามันน่ากลัว?

สำรวจจิตวิทยาความอยากรู้ ความกลัวจากพื้นที่ปลอดภัย และเสน่ห์ของการไขปริศนา ผ่านหนังสือสืบสวน 20 เรื่องที่ชวนเข้าใจมนุษย์โดยไม่เฉลยตอนจบ

ประกันสังคมกับชีวิตคนทำงาน: รู้สิทธิแรงงาน หลังเลือกตั้งบอร์ดปี 2569
11/10/2569 22:21 · อ่าน 5 ครั้ง

ประกันสังคมกับชีวิตคนทำงาน: รู้สิทธิแรงงาน หลังเลือกตั้งบอร์ดปี 2569

จากสลิปเงินเดือนถึงเสียงของผู้ประกันตน ชวนเข้าใจสิทธิแรงงาน ประกันสังคม และคุณภาพชีวิตในการทำงาน ผ่านหนังสือ 20 เล่ม หลังการเลือกตั้งผู้แทนในบอร์ดประกันสังคมวันที่ 11 ตุลาคม 2569

ตั้งค่าคุกกี้

ดูรายละเอียดของแต่ละประเภทได้ที่ นโยบายคุกกี้