ก่อนมีนิยายสืบสวน มนุษย์เล่าเรื่องอาชญากรรมกันอย่างไร?
พาย้อนจากเรื่องปริศนาของเอ็ดการ์ อัลลัน โพ ไปหานิทาน เพลงริมถนน เรื่องคดีจากศาล และโลกของเปาบุ้นจิ้น เพื่อดูว่าผู้คนเคยอ่านและฟังอาชญากรรมด้วยความคาดหวังแบบใด ก่อนการตามหาคนร้ายจะกลายเป็นความสนุกที่เราคุ้นเคย
เวลาอ่านนิยายสืบสวน เรามักเผลอทำงานไปด้วย นับผู้ต้องสงสัย จำว่าใครอยู่ที่ไหน แล้ววงประโยคหนึ่งไว้ในใจว่า “คนนี้พูดแปลก ๆ หรือเปล่า”
แต่ลองเปลี่ยนกติกาให้คนเล่าบอกชื่อคนร้ายตั้งแต่ต้น เรื่องจะยังสนุกอยู่ไหม?
สำหรับเรื่องอาชญากรรมจำนวนมากในอดีต คำตอบคือยังสนุกได้ เพราะสิ่งที่ผู้ฟังรออาจไม่ใช่การเปิดหน้าคนร้าย แต่อาจเป็นการเห็นคนผิดถูกจับ การตัดสินว่าใครควรรับผิด หรือการฟังว่าชีวิตคนคนหนึ่งเดินมาถึงจุดนั้นได้อย่างไร
เล่มที่ชวนใช้เป็นประตูเข้าเรื่องนี้คือ Murders in the Rue Morgue and The Gold Bug ของเอ็ดการ์ อัลลัน โพ ฉบับภาษาอังกฤษในชุด American Classics ที่ดัดแปลงโดย Robert J. Dixson มีแบบฝึกหัดและกิจกรรมคำศัพท์ด้วย จึงเป็นทั้งทางอ่านเรื่องปริศนาและทางฝึกภาษา โดยควรแยกฉบับดัดแปลงนี้ออกจากตัวบทดั้งเดิมของโพ

เรื่อง The Murders in the Rue Morgue ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนเมษายน ค.ศ. 1841 และมักได้รับการยกให้เป็นจุดตั้งต้นสำคัญของเรื่องสืบสวนสมัยใหม่ แต่ปีนั้นไม่ใช่วันแรกที่มนุษย์เล่าเรื่องฆาตกรรม การหลอกลวง หรือการแสวงหาความเป็นธรรม
หากเราถอยจากหน้าหนังสือของโพไปก่อนหน้านั้น จะพบว่าเรื่องอาชญากรรมเคยมีทั้งเสียง มีเพลง มีเวที และมีแผ่นกระดาษราคาถูกให้ถือกลับบ้าน
ก่อนมีนักสืบ เรื่องเล่าก็ชวนให้เราตัดสินคน
คำว่า “ก่อนมีนิยายสืบสวน” ในที่นี้หมายถึงก่อนรูปแบบที่มีนักสืบเป็นตัวเอกและการคลี่คลายปริศนาเป็นศูนย์กลางจะมีสถานะชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าก่อน ค.ศ. 1841 ไม่มีตัวละครค้นหาความจริง และไม่ได้หมายความว่าทุกวัฒนธรรมมีประวัติเรื่องเล่าเส้นเดียวกัน
เรื่องเล่าเก่าหลายแบบสนใจการกระทำกับผลของมัน คนฟังอาจรู้อยู่แล้วว่าใครโกหก ใครทรยศ หรือใครทำร้ายคนอื่น แต่ยังอยากฟังต่อว่าเหตุการณ์จะพาเขาไปถึงไหน
ตัวอย่างใกล้ตัวคือ นิทานอีสปเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ เราไม่ได้อ่านเพื่อตามหาว่าใครเป็นคนส่งเสียงหลอกชาวบ้าน เพราะเรื่องบอกอยู่แล้ว ความค้างคาอยู่ที่ผลของการโกหกและความเชื่อใจที่สูญเสียไป แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องคดีอาญา แต่ช่วยให้เห็นกติกาการเล่าซึ่งความสนุกไม่จำเป็นต้องอาศัยการซ่อนตัวผู้กระทำ
ส่วน นิทานกริมม์ เปิดทางให้เปรียบเทียบการอ่านนิทานอีกแบบ ลองสังเกตว่าเรื่องที่อ่านทำให้เรารออะไรระหว่างทาง การแก้ปัญหาของตัวละคร การพ้นอันตราย หรือบทลงท้ายที่คืนความเป็นธรรม คำถามเหล่านี้ต่างจากการนับผู้ต้องสงสัย แต่ก็ทำให้เราอยากพลิกหน้าต่อได้เหมือนกัน
เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า: สนุกกับคำถามก่อนมีห้องปิดตาย

เมื่ออ่าน นิทานเวตาล ฉบับ น.ม.ส. เราจะพบเรื่องเล่าที่เดินไปพร้อมปัญหาให้คิด พระวิกรมาทิตย์ต้องเผชิญเรื่องและคำถามของเวตาล ผู้ฟังจึงไม่ได้ทำหน้าที่รับเรื่องอย่างเดียว แต่ต้องใช้เหตุผลกับสถานการณ์ที่ได้ฟังด้วย
ประสบการณ์แบบนี้คุ้นกับคนอ่านปริศนาอย่างน่าสนใจ: คนเล่าให้ข้อมูลบางชุด แล้วเราพยายามคิดให้ทัน แต่ความคล้ายกันไม่ได้แปลว่านิทานเวตาลเป็นนิยายสืบสวนแบบเดียวกับโพ หรือว่าโพรับรูปแบบมาจากเวตาลโดยตรง เรากำลังเทียบวิธีที่เรื่องเล่าชวนให้คนอ่านทำงานต่างหาก
อีกเล่มที่พาไปเห็นพลังของการเล่าคือ พันหนึ่งอาหรับราตรี 2 เล่มจบ แปลโดยอรทัย เทพวิจิตร ฉบับนี้คัดเรื่องไว้ 50 เรื่อง ตามข้อมูลปกหลัง และวางกรอบให้การเล่ามีความสำคัญต่อชีวิตของผู้เล่า ความค้างคาจึงไม่ได้มีไว้แค่ทำให้ผู้ฟังเพลิดเพลิน แต่เป็นสิ่งที่เรื่องใช้ต่อเวลาออกไปด้วย
ถ้ามองจากชีวิตการอ่านของเรา นิทานเหล่านี้ทำให้เห็นว่าการหยุดเรื่องในจังหวะที่คนอยากฟังต่อมีประวัติยาวกว่าตอนจบแบบ “โปรดติดตามตอนต่อไป” ที่เราคุ้นในสื่อวันนี้
บนเวที ความผิดอาจพาไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าคดี
เรื่องการฆ่าและการแก้แค้นมีชีวิตอยู่ในละครก่อนเรื่องสืบสวนสมัยใหม่ ตัวอย่างอย่าง Hamlet ของเชกสเปียร์เริ่มจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการตายของบิดาและความสงสัยว่าเรื่องที่ได้ยินควรเชื่อเพียงใด ความตื่นเต้นจึงเกี่ยวพันทั้งกับความจริง การกระทำ และผลที่จะตามมา
สำหรับการอ่านต่อถึงโลกของผู้เขียน เชกสเปียร์ ของเจอร์เมน เกรียร์ เป็นทางไปสำรวจงานและบริบทของนักเขียนบทละคร ส่วนการตั้งคำถามว่าใครทำผิด ใครมีอำนาจตัดสิน และคนอ่านแต่ละยุคมองตัวละครอย่างไร ก็พาเรากลับมาที่วรรณกรรมไทยได้
ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่ ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นงานอ่านและตีความวรรณคดี ไม่ใช่เรื่องนักสืบ เราอาจใช้เป็นทางคิดต่อว่า เมื่อเรื่องเก่าถูกอ่านใหม่ มุมมองต่อคนและสังคมในเรื่องเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะคำถามเรื่องความผิดไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องสอบสวน แต่อยู่ในความสัมพันธ์และสายตาที่สังคมใช้มองคนด้วย
เมื่อคดีถูกร้องเป็นเพลงและขายริมถนน
ถ้าอยู่ในอังกฤษยุคต้นสมัยใหม่ เรื่องอื้อฉาวอาจไม่ได้มาถึงเราในรูปหนังสือหนา ๆ มันอาจมาเป็นเพลงบนกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่า broadside ballad มีทั้งเนื้อร้อง ภาพพิมพ์ และบางครั้งระบุทำนองที่ใช้ร้อง
เอกสารของห้องสมุดบอดเลียนบอกว่าแผ่นเพลงราคาถูกเหล่านี้ขายตามมุมถนน จัตุรัส และงานรื่นเริงโดยนักร้องเร่ รวมถึงติดไว้ในสถานที่สาธารณะ เนื้อหามีตั้งแต่ข่าวไปจนถึงคำเตือนทางศีลธรรม และในกลุ่มที่เล่าอาชญากรรมก็มีเรื่องฆาตกรรมอยู่ด้วย
ภาพนี้ทำให้การอ่านกับการฟังอยู่ใกล้กันมาก คนหนึ่งอาจถือกระดาษ ขณะที่คนอื่นฟังเพลงหรือฟังการอ่าน เรื่องคดีจึงเดินทางไปกับเสียงและวงสนทนาได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกคนมีหนังสือของตัวเอง
ความแตกต่างจากนิยายสืบสวนบางเรื่องคือ คนฟังอาจรู้ทั้งชื่อผู้กระทำและปลายทางของเรื่องแล้ว ความสนใจจึงย้ายไปอยู่ที่เรื่องถูกเล่าอย่างไร มีคำเตือนอะไร และผู้เล่าทำให้เรารู้สึกต่อคนในเรื่องแบบไหน
นี่เป็นคนละคำถามกับ “เราจับเบาะแสทันนักสืบหรือไม่” แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรื่องเล่าอาชญากรรมเหมือนกัน
จากศาลสู่สิ่งพิมพ์: เรื่องจริงก็มีคนเลือกเล่า
ในลอนดอน มีรายงานการพิจารณาคดีที่ Old Bailey เผยแพร่เป็นสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ฉบับที่หลงเหลือเก่าแก่ที่สุดของรายงานคดีแบบเป็นกลุ่มมาจากปี 1674 งานเหล่านี้เป็นทั้งช่องทางรับรู้คดีและสินค้าที่ผู้พิมพ์ต้องทำให้น่าอ่าน
ยังมี Ordinary of Newgate's Accounts ซึ่งเล่าชีวิต คำสารภาพ และถ้อยคำของนักโทษที่ถูกประหาร โดยเชื่อมชีวิตของคนเข้ากับความผิดและคำสอนทางศาสนา เราจึงเห็นเรื่องอาชญากรรมที่สนใจว่า “ชีวิตนี้ลงเอยเช่นนี้ได้อย่างไร” มากกว่าการเก็บชื่อผู้กระทำไว้เฉลยท้ายเล่ม
แต่สิ่งพิมพ์ที่เล่าเรื่องจริงไม่ได้เท่ากับกระจกใสที่ไม่มีคนเลือกมุม รายงานคดียุคแรกมีการให้พื้นที่กับคดีบางประเภทมากกว่าคดีอื่น และเปลี่ยนรูปแบบไปตามทั้งตลาดผู้อ่านและการกำกับของทางการ การอ่านเอกสารเก่าจึงต้องถามด้วยว่าใครเขียน เขียนให้ใคร และมีอะไรที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้

เมื่อหันกลับมาอ่านประวัติศาสตร์ไทย 8 คดีดังข้ามศตวรรษ ของยืนหยัด ใจสมุทร เป็นตัวอย่างงานรวบรวมคดีประวัติศาสตร์ โดยหลายคดีเกี่ยวข้องกับสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้เราลองแยกได้ว่า “อ่านคดีในประวัติศาสตร์” ต่างจาก “อ่านนิยายที่ผู้เขียนออกแบบปริศนา” อย่างไร หนังสือเล่มนี้เป็นงานศึกษาย้อนหลัง ไม่ใช่เอกสารศาลลอนดอนในยุคเดียวกัน
ส่วน หลักการหนังสือพิมพ์ คู่มือฉบับประสบการณ์ ของถาวร บุญญวรรณ พาไปดูงานหนังสือพิมพ์จากมุมวิชาชีพ และ เรื่องอยากเล่าของ นักข่าวสายโจร ของสุทิน วรรณบวร เปิดมุมประสบการณ์นักข่าว การอ่านต่อฝั่งนี้ช่วยให้คำว่า “ผู้เล่า” มีตัวตน เราไม่ได้รับเพียงเหตุการณ์ แต่รับเรื่องที่ผ่านงานและมุมมองของคนคนหนึ่งมาด้วย
เปาบุ้นจิ้น: บางเรื่องบอกคนร้ายแล้ว แต่ยังอยากดูว่าจะจับได้อย่างไร

ประวัติเรื่องอาชญากรรมไม่ควรมีเฉพาะอังกฤษและอเมริกา ในจีนมีเรื่องคดีหรือ กงอั้น ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนมาเป็นเวลานาน นักวิชาการชี้ว่าเรื่องในขนบนี้จำนวนหนึ่งเปิดให้รู้ผู้กระทำตั้งแต่ต้น ความสนใจจึงไปอยู่ที่กระบวนการเปิดโปงและการตัดสินมากกว่าการรอรู้ว่าใครทำ
เหตุผลกับสิ่งเหนือธรรมชาติยังอาจอยู่ในเรื่องเดียวกันได้ จึงไม่ควรเอากติกานิยายปริศนาแบบตะวันตกไปตัดสินว่าเรื่องคดีจากอีกวัฒนธรรม “ยังไม่เป็นนักสืบพอ”
เปาเล่งถูกงอั้น เปาบุ้นจิ้น เล่ม 1 เป็นทางเข้าถึงเรื่องคดีในขนบเปาบุ้นจิ้นผ่านฉบับภาษาไทย ผู้ที่อยากแยกภาพตัวละครในความทรงจำออกจากเรื่องประวัติศาสตร์ยังอ่านต่อได้ใน สามก๊ก เปาบุ้นจิ้น และเรดการ์ด: เรื่องราวจากเสี้ยวประวัติศาสตร์ ของวรศักดิ์ มหัทธโนบล
สองเล่มนี้ทำหน้าที่ต่างกัน เล่มหนึ่งพาเราเข้าไปในโลกเรื่องคดี อีกเล่มเปิดทางไปดูจีนผ่านงานเขียนประวัติศาสตร์ การแยกบทบาทนี้ช่วยให้เราเพลิดเพลินกับเรื่องเล่าโดยไม่เผลอถือว่าทุกเหตุการณ์ของตัวละครคือเหตุการณ์จริง
กลับมาหาโพ: เมื่อความสนุกอยู่ที่การอธิบายสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้
กลับมาที่ The Murders in the Rue Morgue เราจะพบออกุสต์ ดูแปง ผู้ใช้การสังเกตและการวิเคราะห์กับเหตุการณ์ที่ชวนงุนงง เรื่องมีข่าวคดีและคำบอกเล่าหลายอย่างให้ตีความ ความสนใจของผู้อ่านจึงไม่ได้หยุดที่ความร้ายแรงของเหตุการณ์ แต่ตามต่อไปถึงวิธีที่ความขัดแย้งในข้อมูลถูกอธิบาย
ฉากนี้ทำให้เราเห็นหน้าที่ใหม่ที่เรื่องมอบให้คนอ่าน: รายละเอียดที่ดูธรรมดาอาจต้องถูกหยิบกลับมาคิด และคำอธิบายที่ฟังง่ายในตอนแรกอาจยังไม่พอ นี่เป็นการอ่านที่ต้องชะลอความเชื่อของตัวเองไว้สักนิด
ส่วน The Gold-Bug ซึ่งอยู่ในเล่มเดียวกันเล่นกับการถอดรหัส การวางสองเรื่องไว้ข้างกันทำให้เห็นความเพลิดเพลินจากการเปลี่ยนสิ่งที่ยังอ่านไม่เข้าใจให้กลายเป็นข้อมูลที่มีความหมาย ทั้งนี้ ผู้ไขปริศนาในสองเรื่องไม่ใช่ตัวละครคนเดียวกัน และเรื่องถอดรหัสก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคดีฆาตกรรมเสมอไป
เมื่อใช้เล่มนี้เป็นจุดตั้งต้น เราจึงไม่ได้บอกว่าโพสร้างเรื่องอาชญากรรมทั้งหมดขึ้นจากความว่างเปล่า สิ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบการเล่าที่ทำให้ “การคิดตาม” กลายเป็นส่วนสำคัญของความสนุก
คนที่คุ้นกับ เชอร์ล็อกโฮล์มส์ ตอน แรงพยาบาท จะรู้จักนักสืบและผู้เล่าเรื่องร่วมทางในโลกของโคแนน ดอยล์ดี ส่วน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ตอน จัตวาลักษณ์ เป็นอีกคดีของตัวละครชุดเดียวกัน ขณะที่ The Hound of the Baskervilles ฉบับอ่านภาษาอังกฤษดัดแปลง พาไปพบคดีที่มีภาพของภัยลึกลับเข้ามาร่วมสร้างบรรยากาศ หนังสือเหล่านี้อยู่หลังยุคของโพ และช่วยให้เราเทียบได้ว่าตัวละครนักสืบกับวิธีสร้างความค้างคาถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร
จากนั้น คดีแรกของปัวโรต์ ของอกาธา คริสตี้ ก็เปิดตัวนักสืบอีกแบบหนึ่ง ส่วน คดีฆาตกรรมโรเจอร์ แอกครอยด์ และ ฆ่าลอร์ดเอ็ดจ์แวร์ ชวนให้ติดตามข้อมูลและคำให้การในคดีของปัวโรต์ด้วยความระมัดระวัง เก็บคำตอบไว้ค้นเองจะสนุกกว่า เพราะประเด็นที่เราใช้เทียบในที่นี้คือบทบาทของการค้นหาความจริง ไม่ใช่ตัวคนร้าย
นักสืบเกิดแล้ว เรื่องอาชญากรรมแบบอื่นก็ไม่ได้หายไป
หากเรื่องคดีทุกเรื่องต้องจบลงด้วยการเฉลยคนร้าย เราคงพลาดหนังสืออย่าง อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์ ของฟีโอดอร์ ดอสโตยเยียฟสกี ซึ่งให้พื้นที่กับความคิด ความผิด และสภาพจิตใจของผู้กระทำอย่างเข้มข้น ความน่าติดตามของมันจึงอยู่ในอีกตำแหน่งหนึ่งของเรื่อง
หรือเมื่ออ่าน กฎยอดนักสืบ ของฮิงาชิโนะ เคโงะ เราจะพบงานที่หยิบขนบปริศนามาเล่น ตั้งแต่ห้องปิดตายไปจนถึงหลักฐานยืนยันที่อยู่ การจะสนุกกับการเล่นกติกาได้ ก็แปลว่าผู้อ่านมีความคุ้นเคยกับกติกานั้นอยู่แล้วระดับหนึ่ง
เมื่อมองย้อนกลับไป คำตอบของหัวข้อ “ก่อนมีนิยายสืบสวน มนุษย์เล่าเรื่องอาชญากรรมกันอย่างไร?” จึงมีหลายแบบ ทั้งนิทานที่ชวนคิดและสอนใจ ละครเรื่องการกระทำกับผลของมัน เพลงเล่าคดี สิ่งพิมพ์จากศาล ชีวิตนักโทษ และเรื่องผู้พิพากษาค้นหาความจริง รูปแบบเหล่านี้ไม่ได้เรียงแถวรอถูกนิยายสืบสวนมาแทนที่ แต่บางอย่างยังอยู่ร่วมกับมันจนถึงวันนี้
ความสนุกที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่เรามีคนร้ายซับซ้อนขึ้น เรามีตำแหน่งให้ยืนในเรื่องมากขึ้นด้วย บางครั้งเราเป็นผู้ฟังคำเตือน บางครั้งเป็นผู้ร่วมตัดสิน และบางครั้งเป็นคนที่พยายามคิดให้ทันดูแปง
ครั้งหน้าเปิดหนังสือที่มีคดี ลองถามตัวเองตั้งแต่หน้าแรกว่า เรื่องนี้กำลังขอให้เราเป็นใคร?
คำถามนั้นอาจทำให้เราอ่านได้สนุกขึ้น แม้จะรู้ชื่อคนร้ายอยู่แล้วก็ตาม
สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้
The Hound Of The Baskervilles เชอร์ล็อก โฮล์มส์ยอดนักสืบ
สามก๊ก เปาบุ้นจิ้น และเรดการ์ด : เรื่องราวจากเสี้ยวประวัติศาสตร์ - วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ประวัติศาสตร์ทั่วไป
สืบสวน สอบสวน
อ่านต่อเรื่องอื่น

อาชีพที่หายไปจากโลกจริงหรือ? ย้อนดูงานแปลกที่คนในอดีตเคยทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ
คนปลุกให้ตื่น คนตัดน้ำแข็ง และคนตั้งพินโบว์ลิ่งเคยเป็นงานจริง ชวนย้อนดูอาชีพที่เทคโนโลยีและชีวิตเมืองทำให้เปลี่ยนไป ผ่านหนังสือ “กุลีลากรถ กับประวัติศาสตร์แรงงานไทย” พร้อมเกร็ดที่ทำให้เรื่องงานเก่าสนุกและใกล้ตัวกว่าที่คิด

ทำไมสีม่วงถึงเคยมีค่าเท่าทองคำ?
จากหอยทะเลสู่ผ้าหรูของราชสำนัก ก่อนสีม่วงจะเดินเข้าห้องทดลองและตู้เสื้อผ้าของคนทั่วไป ชวนอ่านประวัติศาสตร์ผ่านต้นทุน แรงงาน การค้า และความหมายของเครื่องแต่งกาย พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ช่วยต่อยอดคนละมุม

หนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก: ปริศนาต้นฉบับวอยนิช
ตามรอยต้นฉบับลึกลับผ่าน “รหัสลับดาวินชี” จากภาพพืชและอักษรแปลกตา สู่หลักฐานเรื่องอายุแผ่นหนังและลายมือ พร้อมคำถามว่าการเห็นเบาะแสต่างจากการถอดรหัสสำเร็จอย่างไร

ใครเป็นคนคิดค้นวันหยุดสุดสัปดาห์? ทำไมเราถึงทำงานห้าวันและหยุดสองวัน
จากวันพักทางศาสนา การต่อรองของแรงงาน ถึงโรงงานฟอร์ดและสัปดาห์ 40 ชั่วโมง ชวนสำรวจที่มาของเสาร์–อาทิตย์ผ่านหนังสือ 20 เล่ม พร้อมคำถามว่าใครได้พัก และใครยังทำงานในวันหยุดของเรา











































