หนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก: ปริศนาต้นฉบับวอยนิช

ตามรอยต้นฉบับลึกลับผ่าน “รหัสลับดาวินชี” จากภาพพืชและอักษรแปลกตา สู่หลักฐานเรื่องอายุแผ่นหนังและลายมือ พร้อมคำถามว่าการเห็นเบาะแสต่างจากการถอดรหัสสำเร็จอย่างไร

GetBookieGetBookie13/10/2569 10:38 · อ่าน 4 ครั้ง
หนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก: ปริศนาต้นฉบับวอยนิช

หนังสือบางเล่มทำให้เราอยากอ่านหน้าถัดไป ต้นฉบับวอยนิชทำให้เราอยากรู้ว่า หน้าที่เปิดอยู่นี้อ่านว่าอะไรเสียก่อน

บนแผ่นหนังมีตัวเขียนเรียงเป็นบรรทัด มีภาพต้นไม้ วงกลมคล้ายแผนผังท้องฟ้า และคนอยู่ในอ่างหรือระบบท่อ ทุกอย่างดูเหมือนตั้งใจสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่เราไม่มีคำแปลที่ได้รับการยอมรับมาช่วยบอกว่าอะไรคืออะไร ความรู้สึกชวนคันไม้คันมือจึงเกิดขึ้นง่ายมาก: “หรือคำตอบจะอยู่ตรงรูปนี้?”

นี่คือเสน่ห์ของ ต้นฉบับวอยนิช หรือ Voynich Manuscript หนังสือจริงที่เก็บอยู่ในห้องสมุด Beinecke ของมหาวิทยาลัยเยล เลขทะเบียน Beinecke MS 408 ชื่อ “หนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก” ในที่นี้หมายถึงยังไม่มีการถอดความที่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้แปลว่าเราพิสูจน์แล้วว่าในอดีตไม่มีใครเคยอ่านมันได้

ถ้าจะเลือกนิยายสักเล่มมานั่งข้างปริศนานี้ รหัสลับดาวินชี ของ แดน บราวน์ เป็นคู่สนทนาที่เหมาะ หนังสือชวนให้สนุกกับการมองสิ่งคุ้นตาเป็นเบาะแส แต่เมื่อวางนิยายลงแล้วมองวอยนิช เราจะเจอคำถามที่ยากกว่าเดิม: จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นเบาะแสจริง?

ปกหนังสือ รหัสลับดาวินชี ของแดน บราวน์

เปิดนิยายหนึ่งเล่ม แล้วออกมาตามรอยหนังสืออีกเล่ม

รหัสลับดาวินชีเริ่มจากคดีฆาตกรรมภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ โรเบิร์ต แลงดอนร่วมกับโซฟี เนอเวอติดตามรหัสและเบาะแสที่เชื่อมกับงานศิลปะของเลโอนาร์โด ดาวินชี สิ่งที่ดูเหมือนภาพหรือเครื่องหมายธรรมดาจึงกลายเป็นประตูไปยังเรื่องราวอีกชั้น

ความเพลิดเพลินของการอ่านแนวนี้อยู่ที่การได้ลองคิดตาม เราไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าตัวละคร แค่เริ่มสงสัยว่ารายละเอียดหนึ่งอาจมีความหมาย ก็อยากตามต่อแล้ว นิยายให้เราอยู่กับช่วงเวลาที่โลกกำลังจะเปิดเผยบางอย่าง และคนเล่ามีอำนาจพาเรื่องไปถึงคำตอบ

วอยนิชกลับไม่มีผู้เล่าที่เราขอให้เฉลยได้ นักวิจัยต้องตั้งกติกาการอ่านขึ้นมา แล้วพิสูจน์ว่ากติกานั้นใช้กับข้อความได้จริง ไม่ใช่ใช้ได้เฉพาะจุดที่เลือกไว้ ความต่างนี้ทำให้ความสนุกจากนิยายกลายเป็นบทเริ่มต้นของความระมัดระวังในการอ่านหลักฐาน

ควรเก็บเรื่องรหัสลับดาวินชีไว้ในฐานะนิยายด้วย แม้ใช้สถานที่และงานศิลปะจริง ก็ไม่ควรนำประวัติศาสตร์ที่เล่าในเรื่องมายืนยันตัวบุคคล สมาคม หรือความลับในโลกจริงโดยตรง

ถ้าอยากแยกตัวศิลปินออกจากปริศนาที่นิยายสร้าง เลโอนาร์โด ดาวินชี อัจฉริยศิลปิน ของ โซซาบุโร คิมุระ เป็นหนังสือความรู้สำหรับผู้อ่านวัยเยาว์ที่พาไปรู้จักชีวิตศิลปิน ส่วน World History ประวัติศาสตร์โลก (ฉบับสมบูรณ์) ของ อนันตชัย จินดาวัฒน์ ให้ฉากประวัติศาสตร์กว้างขึ้น หนังสือทั้งสองทำหน้าที่ต่างจากนิยายที่พาเราวิ่งตามคำเฉลย

ชื่อวอยนิชเป็นชื่อคนซื้อ แล้วคนเขียนอยู่ไหน?

วิลฟริด วอยนิชเป็นพ่อค้าหนังสือเก่าที่ซื้อต้นฉบับจากคณะเยซูอิตใกล้กรุงโรมในปี 1912 ชื่อของเขาจึงติดอยู่กับหนังสือ เขาไม่ใช่ผู้เขียนที่นักวิจัยระบุตัวได้ ต่อมาต้นฉบับผ่านเจ้าของหลายคน ก่อนเอช. พี. เคราส์มอบให้ห้องสมุด Beinecke ในปี 1969

ชื่อเจ้าของทำให้เราตามการเดินทางของสิ่งของได้ แต่ยังไม่บอกว่าผู้สร้างตั้งใจให้ใครอ่าน หรือใช้งานอย่างไร ลองนึกถึงสมุดที่ไม่มีชื่อบนปก การรู้ว่าใครเก็บมันไว้เป็นข้อมูลคนละอย่างกับการรู้ว่าใครเขียน และยิ่งคนละอย่างกับการรู้ความหมายของข้อความ

ถึงอย่างนั้น หนังสือไม่ได้ไร้ประวัติศาสตร์ไปเสียทั้งหมด ในปี 2009 เกร็ก ฮอดจินส์จากห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยแอริโซนาตรวจอายุแผ่นหนังด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ผลรวมจากสี่ตัวอย่างให้ช่วง ค.ศ. 1404–1438 ที่ระดับความน่าจะเป็นประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์

รายละเอียดสำคัญคือ นี่เป็นการหาอายุของแผ่นหนัง ไม่ใช่การจับเวลาว่าหมึกถูกเขียนลงไปเมื่อไร มันช่วยวางกรอบอายุของวัสดุ แต่ไม่บอกชื่อคนเขียน ภาษา หรือเนื้อหา การคลายปริศนาจุดหนึ่งจึงไม่ได้ทำให้ทุกจุดคลายตาม

รูปต้นไม้บอกว่าเป็นตำรายาได้เลยไหม?

ภาพประกอบชวนให้จัดหมวด ต้นไม้และรากทำให้นึกถึงสมุนไพร วงกลมและดวงดาวชวนให้นึกถึงท้องฟ้า ส่วนภาพคนในอ่างพาไปสู่เรื่องการอาบน้ำ ชื่อหมวดที่นักวิจัยใช้เป็นแนวทางมองภาพได้ แต่ยังไม่ใช่คำแปลของข้อความที่อยู่ข้าง ๆ

หากเราเห็นรูปต้นหนึ่งแล้วตัดสินว่าเป็นพืชชนิดที่รู้จัก จากนั้นกำหนดว่าคำข้างรูปต้องเป็นชื่อพืชนั้น เราอาจได้คำตอบที่ดูเข้ากันตั้งแต่ต้น ปัญหาคือสมมติฐานสองชั้นกำลังช่วยยืนยันกันเอง เราจึงต้องถามต่อว่ามีหลักฐานอื่นมาตรวจมันหรือยัง

การอ่านภาพต้องมีบริบทด้วย เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์ ของ จอร์จ เฟอร์กูสัน อธิบายความหมายของเครื่องหมายและเรื่องราวที่ปรากฏในศิลปะคริสต์ เป็นตัวอย่างของหนังสือที่ช่วยให้อ่านภาพผ่านประเพณีและเรื่องเล่าที่มีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่ดูรูปร่างอย่างเดียว

ปกหนังสือ เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์

อีกสองทางอ่านคือ 108 สัญลักษณ์จีน ของ ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล ซึ่งรวบรวมคติของเทพเจ้า เครื่องใช้ สัตว์และพืชมงคล กับ สื่อสัญลักษณ์ผ้าลาวเวียงจันท์ ของ ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล ซึ่งศึกษาลวดลายผ้ากับความหมายทางสังคมและความเชื่อ ทั้งสองชวนให้เห็นว่ารูปเดียวกันจะอ่านอย่างไรต้องดูโลกของผู้ใช้รูปนั้นด้วย ไม่ได้เป็นกุญแจที่นำไปเปิดวอยนิชได้โดยตรง

สำหรับภาพพืช ยาจากพฤกษ์ พืชสมุนไพรที่น่ารู้จัก เป็นทางอ่านเรื่องพืชในความรู้สมุนไพร ส่วน 100 ปี ดาราศาสตร์โลก ของ ชัยวัฒน์ คุประตกุล พาไปยังประวัติความรู้เรื่องท้องฟ้า หนังสือเหล่านี้ช่วยขยายคำถามจากภาพที่เห็น แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าภาพทุกภาพในวอยนิชเป็นพืชหรือแผนผังดาวที่เรารู้จักแล้ว

เราไม่รู้อักษร หรือไม่รู้ภาษา หรือมันเป็นรหัส?

เมื่อเจอตัวเขียนแปลกตา เราอาจเรียกทุกอย่างว่า “ภาษาลับ” แต่คำถามมีหลายชั้น ตัวเครื่องหมายแทนอะไร เสียง หน่วยคำ หรือสิ่งอื่น? ถ้ามีภาษาอยู่ข้างใต้ เป็นภาษาใด? และมีการแปลงข้อความเพื่อปกปิดมันอีกชั้นหรือไม่?

หนังสือที่ยังอ่านไม่ออกอาจไม่ใช่รหัสที่รอเพียงตารางแทนตัวอักษร ขณะเดียวกัน ความไม่คุ้นตาก็ไม่ใช่หลักฐานว่าข้อความไม่มีความหมาย วิธีตั้งคำถามจึงมีผลต่อสิ่งที่เราจะไปค้นหา

พจนานุกรมศัพท์ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์ประยุกต์) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นทางอ่านศัพท์เมื่ออยากคุยเรื่องภาษาให้แม่นขึ้น ส่วน เรียนอักษรจีนด้วยภาพ เล่ม 1 ใช้ภาพช่วยเรียนรู้ตัวอักษร ทำให้ลองเปรียบเทียบได้ว่า การเรียนอักษรที่มีคำอธิบายกับการดูอักษรที่ยังไม่รู้ระบบนั้นต่างกันเพียงใด โดยไม่ต้องสมมติว่าวอยนิชเกี่ยวข้องกับอักษรจีน

ถ้าอยากขยับไปสู่การศึกษาตัวเขียนเก่า อักษรในจารึกก่อนสมัยสุโขทัย ของ วนิดา พิเศษพงษา เป็นทางอ่านเรื่องอักษรในหลักฐานจารึก ขณะที่ สันนิษฐาน เทียบการเขียนอักษรไทยกับอักษรขอมในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ของ ฉ่ำ ทองคำวรรณ เสนอการเปรียบเทียบรูปอักษรในกรอบการศึกษาของเล่มนั้น ทั้งสองทำให้เห็นอีกงานของผู้ศึกษาหนังสือเก่า: ต้องดูว่าตัวเขียนแต่ละแบบสัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ใช่แค่หาเครื่องหมายที่ดูคล้ายกันสักคู่

ปกหนังสือ อักษรในจารึกก่อนสมัยสุโขทัย

อ่านไม่ออก ก็ยังศึกษามันได้

ในบทความวิชาการปี 2020 ลิซา เฟกิน เดวิสวิเคราะห์ลายมือและเสนอว่าต้นฉบับมีผู้คัดเขียนห้าคน นี่เป็นข้อค้นพบจากการศึกษารูปตัวเขียน ไม่ใช่การรู้ว่าคนทั้งห้าชื่ออะไร หรือแปลข้อความได้แล้ว

ส่วนบททบทวนของแคลร์ เบาเวิร์นและลุค ลินเดมันน์ในปี 2021 พิจารณารูปแบบทางภาษาและเสนอเหตุผลสนับสนุนการมองว่าข้อความอาจมีภาษาธรรมชาติอยู่เบื้องหลัง แม้เนื้อหายังอ่านไม่ได้ นักวิจัยจึงคุยเรื่องโครงสร้างได้ก่อนมีคำแปล แต่ข้อเสนอเรื่องภาษาไม่เท่ากับพิสูจน์แล้วว่าเป็นภาษาใด

ลองเทียบกับการได้ยินคนพูดจากอีกห้อง เราอาจสังเกตว่ามีจังหวะบางอย่างซ้ำ หรือมีเสียงที่พบคู่กัน โดยยังไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร การสังเกตนั้นมีค่า เพียงแต่อย่ารีบแปลงมันเป็นเรื่องเล่าที่ละเอียดเกินหลักฐาน

รหัสลับนักสืบ นานาสารพัดวิธีเพื่อการส่งข่าวลับอย่างสัมฤทธิผล ของ Judy Hindley และ Falcon Travis เป็นหนังสือที่พาไปลองวิธีส่งข่าวลับ ตั้งแต่ตัวเขียนและหมึกไปจนถึงสัญญาณ เหมาะกับการสัมผัสว่าระบบสื่อสารต้องมีข้อตกลงระหว่างผู้ส่งกับผู้รับอย่างไร ต่างจากวอยนิชที่เรายังไม่รู้ข้อตกลงนั้น

ปกหนังสือ รหัสลับนักสืบ ของ Judy Hindley และ Falcon Travis

ส่วน ถอดรหัสอัจฉริยะ Mind Games ของ Michael Powell มีเนื้อหาเรื่องทักษะการจำและวิธีคิด เป็นทางอ่านต่อด้านการเรียนรู้ คำว่า “ถอดรหัส” ในชื่อเล่มนี้ไม่ใช่การถอดต้นฉบับโบราณ และการฝึกคิดก็ไม่ทำให้เราข้ามขั้นการตรวจหลักฐานได้

ถ้าพาดหัวบอกว่า “ไขวอยนิชได้แล้ว” ต้องดูอะไรต่อ?

ก่อนเชื่อข่าวที่มีคำเฉลย เราลองถามสามข้อได้: วิธีนั้นใช้กับข้อความต่อเนื่องได้มากแค่ไหน คนอื่นทำตามแล้วได้ผลเดียวกันหรือไม่ และผู้เสนอจัดการส่วนที่ไม่เข้ากับทฤษฎีอย่างไร?

ตัวอย่างที่ทำให้เห็นความต่างระหว่างความก้าวหน้ากับคำตอบสุดท้ายคือผลงานของไมเคิล เกรชโก ตีพิมพ์ในวารสาร Cryptologia เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 เขาสร้างระบบเข้ารหัสชื่อ Naibbe ให้ข้อความละตินและอิตาลีกลายเป็นข้อความที่มีคุณสมบัติทางสถิติบางอย่างคล้ายวอยนิช โดยใช้วิธีที่ทำด้วยมือและวัสดุแบบศตวรรษที่ 15 ได้

ผู้วิจัยระบุเองว่างานนี้ ไม่ได้เป็นคำตอบของต้นฉบับวอยนิช แต่แสดงความเป็นไปได้ว่าข้อความที่มีความหมายสามารถซ่อนอยู่ในรูปแบบลักษณะนี้ การทำสิ่งใหม่ให้คล้ายวอยนิช กับการอ่านวอยนิชออก เป็นคนละความสำเร็จ

นี่เป็นจุดที่เราอาจกลับไปถามตัวเองด้วยว่า อยากรู้ความจริง หรืออยากให้ทฤษฎีที่ชอบเป็นจริง? เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล ของ Dan Ariely สำรวจการตัดสินใจและพฤติกรรมที่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลเสมอ เป็นทางอ่านเรื่องมนุษย์ผู้ตีความข้อมูล บทความไม่ได้ใช้หนังสือเล่มนี้วินิจฉัยนักถอดรหัสคนใด แต่ใช้เปิดคำถามกับความมั่นใจของเราเอง

ปริศนาที่ดีไม่จำเป็นต้องรีบปิด

เมื่อกลับไปหยิบรหัสลับดาวินชี เราอาจเพลิดเพลินกับเบาะแสเหมือนเดิม แต่ได้คำถามเพิ่มมาหนึ่งข้อ: หลักฐานที่กำลังอ่านมีน้ำหนักเท่าไร? นิยายสอนให้เราตามรายละเอียด ส่วนต้นฉบับที่ยังอ่านไม่ได้สอนให้เราอยู่กับรายละเอียดที่ยังไม่ยอมรวมเป็นคำตอบ

ถ้าอยากตามแลงดอนต่อ Angels & Demons เทวากับซาตาน พาไปสู่ปริศนาที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ ศาสนาและสัญลักษณ์ ขณะที่ Inferno สู่นรกภูมิ ใช้งานของดันเตกับศิลปะเป็นส่วนของการตามรอย ทั้งสองเป็นนิยายของแดน บราวน์ที่ต่อยอดความสนุกเรื่องเบาะแส โดยไม่ต้องยืมคำเฉลยมาตัดสินประวัติศาสตร์จริง

รหัสลับรัสปูติน The Romanov Prophecy ของ สตีฟ เบอร์รี ผูกปมการค้นหาเข้ากับประวัติศาสตร์ราชวงศ์รัสเซีย ส่วน รหัส 3 ของ เทด เดกเกอร์ เริ่มจากคำขู่ที่ให้ตัวละครสารภาพความผิดภายในเวลาจำกัด ทั้งคู่เสนอแรงกดดันคนละแบบให้คนอ่านตามหาสิ่งที่ยังไม่รู้ ต่างจากนักศึกษาวอยนิชที่ยังไม่มีเส้นตายมารับประกันว่าจะถึงเฉลยเมื่อใด

และถ้าอยากวางบทบาทผู้ไขปริศนาลงบ้าง นักอ่านผู้ยิ่งเล็ก การอ่านหนังสือมากๆ อาจทำให้คนเราตัวเล็กลง รวบรวมเรื่องราวของผู้คนกับการอ่าน เป็นอีกทางให้คิดถึงความสัมพันธ์กับหนังสือ เราอาจไม่ต้องเป็นผู้เอาชนะมันทุกครั้ง บางครั้งการพบว่ามีโลกที่เรายังไม่เข้าใจ ก็เพียงพอจะพาไปอ่านสิ่งใหม่แล้ว

วอยนิชยังชวนให้ถามว่าใครเขียน เขียนถึงใคร และทำไมจึงเลือกเขียนแบบนั้น แต่ระหว่างรอคำตอบ เรามองเห็นคนรุ่นหลังที่ค่อย ๆ ศึกษาวัสดุ ลายมือ ภาพ และรูปแบบข้อความได้ด้วย

หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้เงียบสนิท มันมีหลักฐานให้เราฟังอยู่หลายทาง เพียงแต่ยังไม่มีทางใดทำให้เราพูดได้อย่างมั่นใจว่า “นี่คือสิ่งที่มันกำลังบอก”

สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

ประวัติศาสตร์ทั่วไป

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า237544

คนมอญ

พิสัณห์ ปลัดสิงห์
ประวัติศาสตร์
รหัสสินค้า229905

กำเนิดมนุษย์

สมฤทธิ์ บัวระมวล
สารคดี ความรู้รอบตัว
รหัสสินค้า229413

Glaucoma

พ.ญ.สการ์รัตน์ คุณาวิศรุต
ภาษาศาสตร์

หนังสือทั่วไป

ดูทั้งหมด

สารคดี ความรู้รอบตัว

ดูทั้งหมด
รหัสสินค้า234531

งานปูนก่อสร้าง

อาจารย์เฉลียว โพธิพิสุทธิ์
สารคดี ความรู้รอบตัว
รหัสสินค้า229791

มารยาทในวัฒนธรรมไทย

รศ.รัศมี-สุทธิ ภิบาลแทน, ดร.อารมณ์ ฉนวนจิตร
สารคดี ความรู้รอบตัว

สืบสวน สอบสวน

ดูทั้งหมด

อ่านต่อเรื่องอื่น

ดูบทความทั้งหมด
ใครเป็นคนคิดค้นวันหยุดสุดสัปดาห์? ทำไมเราถึงทำงานห้าวันและหยุดสองวัน
13/10/2569 09:48 · อ่าน 2 ครั้ง

ใครเป็นคนคิดค้นวันหยุดสุดสัปดาห์? ทำไมเราถึงทำงานห้าวันและหยุดสองวัน

จากวันพักทางศาสนา การต่อรองของแรงงาน ถึงโรงงานฟอร์ดและสัปดาห์ 40 ชั่วโมง ชวนสำรวจที่มาของเสาร์–อาทิตย์ผ่านหนังสือ 20 เล่ม พร้อมคำถามว่าใครได้พัก และใครยังทำงานในวันหยุดของเรา

คนเราจำเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริงหรือ? สำรวจความทรงจำเทียมผ่านจิตวิทยาและนิยายลึกลับ
12/10/2569 22:29 · อ่าน 6 ครั้ง

คนเราจำเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริงหรือ? สำรวจความทรงจำเทียมผ่านจิตวิทยาและนิยายลึกลับ

ทำไมภาพในหัวจึงชัดทั้งที่รายละเอียดผิด? ชวนอ่าน คิด, เร็วและช้า เป็นเล่มหลัก แล้วตามไปดูงานทดลองความทรงจำเทียม พร้อมนิยายลึกลับที่ตั้งคำถามกับพยานและคนเล่า โดยไม่เฉลยจุดหักมุม

ก่อนมีอินเทอร์เน็ต คนสมัยก่อนตามข่าวและนินทากันอย่างไร?
12/10/2569 21:48 · อ่าน 6 ครั้ง

ก่อนมีอินเทอร์เน็ต คนสมัยก่อนตามข่าวและนินทากันอย่างไร?

จากจดหมายเข้ารหัสซ่อนเรื่องนินทา โต๊ะกาแฟลอนดอน และข่าวลวงบนดวงจันทร์ สู่หนังสือพิมพ์และวิทยุไทย ย้อนดูว่าข่าวสารเดินทางอย่างไรก่อนยุคอินเทอร์เน็ต พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ชวนอ่านต่อ

เมื่ออาหารหนึ่งจานเปลี่ยนโลก! เรื่องราวเบื้องหลังเครื่องเทศ น้ำตาล และสงคราม
12/10/2569 20:57 · อ่าน 6 ครั้ง

เมื่ออาหารหนึ่งจานเปลี่ยนโลก! เรื่องราวเบื้องหลังเครื่องเทศ น้ำตาล และสงคราม

จากเม็ดพริกไทยถึงน้ำตาลหนึ่งช้อน ชวนอ่านประวัติศาสตร์การค้า การผูกขาด และสงครามผ่านของกินที่คุ้นเคย พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ต่อเรื่องจากเมืองท่ากลับมาสู่ครัว

ตั้งค่าคุกกี้

ดูรายละเอียดของแต่ละประเภทได้ที่ นโยบายคุกกี้