
รูปที่ 1 จาก 9
เมื่อบรรษัทครองโลก
ลดพิเศษ 20%-50%ภายใน 1 วัน 13 ชม. 3 นาที
การจัดส่ง: ค่าจัดส่งคำนวณตามน้ำหนักรวม วิธีจัดส่ง และพื้นที่ปลายทาง โดยแสดงยอดก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ จัดส่งฟรีเมื่อยอดสินค้าหลังหักส่วนลดเข้าเงื่อนไขของวิธีจัดส่งที่เลือก ดูรายละเอียดการจัดส่ง
การคืนสินค้า: รับคืนและคืนเงิน 100% ของราคาที่ชำระจริงสำหรับหนังสือที่อ่านไม่ได้หรือเนื้อหาไม่ครบ กรุณาแจ้งปัญหาภายใน 7 วันหลังได้รับสินค้า การคืนด้วยเหตุอื่นและค่าจัดส่งคืนพิจารณาเป็นรายกรณี ดูนโยบายคืนสินค้า
รายละเอียดหนังสือ
"เมื่อบรรษัทครองโลก" เป็นหนังสือสารคดีที่ชวนผู้อ่านตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจของโลกยุคใหม่ โดยผู้เขียน เดวิด ซี คอร์เตน และแปลเป็นไทยโดย อภิชัย พันธเสน เนื้อหาหลักของเล่มนี้มุ่งตรวจสอบอำนาจของบรรษัทที่แผ่ขยายไปทั่วโลก ผ่านการย้อนดูวิวัฒนาการของบริษัทอเมริกัน และโต้แย้งว่าแนวคิด "บรรษัทเสรีนิยม" ได้บิดเบือนทัศนะของอดัม สมิธเกี่ยวกับบทบาทที่ควรเป็นของบริษัทเอกชน
หนังสือวิเคราะห์ผลเสียของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นสาเหตุรากฐานของวิกฤตด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ โดยเน้นว่าการบรรจบกันของพลังทางอุดมการณ์ การเมือง และเทคโนโลยี ได้นำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ในมือของบรรษัทและสถาบันการเงินเพียงไม่กี่แห่ง เมื่ออำนาจกระจุกตัวเช่นนี้ ผลประโยชน์ของบรรษัทจึงแยกขาดจากผลประโยชน์ของมนุษย์ และตลาดก็มองเห็นเพียงกำไรทางการเงินระยะสั้นเท่านั้น
ในฉบับแปลไทย ผู้อ่านจะได้พบหัวข้อที่ครอบคลุมตั้งแต่การผงาดขึ้นสู่อำนาจของบรรษัทในสหรัฐอเมริกา การพิฆาตของลัทธิบรรษัทเสรี การเสื่อมถอยของประชาธิปไตยพหุนิยม การซื้อประชาธิปไตย การทำโลกให้เป็นตลาด การปรับวิถีชีวิตคนจน ไปจนถึงการประกันสิทธิบรรษัท ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่ากลไกอำนาจทำงานอย่างไรในแต่ละด้านของชีวิต
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังวิจารณ์แบบแผนพัฒนาของสถาบันเบรตตันวูดส์ และเสนอแนวทางปรับสมดุลอำนาจของบรรษัทข้ามชาติผ่านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและ "การพัฒนาที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง" พร้อมทั้งเสนอทางเลือกที่ยึดชุมชนและชีวิตเป็นศูนย์กลาง ซึ่งอยู่เหนือกรอบของคอมมิวนิสต์และทุนนิยมเดิม โดยมีข้อเสนอเชิงปฏิบัติเพื่อปรับสมดุลอำนาจให้กลับมาอยู่ในมือของผู้คน
หากคุณสนใจคำถามว่าใครกันแน่ที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก และผลประโยชน์ของมนุษย์กับบรรษัทห่างกันมากเพียงใด เล่มนี้ชวนให้ค่อย ๆ ติดตามว่าผู้เขียนวางรากของปัญหาไว้ตรงไหน และเสนอทางออกอะไรให้เราได้ขบคิดต่อ


















