
หนังสือปกเดียวกันจอมพลผู้พลิกวัธนธัม
ชอบไหม
รายละเอียดหนังสือ
จอมพลผู้พลิกวัธนธัม โดย ชาญวิทย์ แพงแก้ว ชวนเรามองเข้าไปในยุคที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงสองสมัย รวมเวลากันเกือบ 15 ปี และเป็นช่วงที่รัฐบาลผลักดันนโยบายชาตินิยมให้ครอบคลุมทุกด้านของประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การวางนโยบายแบบชาตินิยมนี้เองที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตผู้คน และทิ้งร่องรอยของความขัดแย้งที่ยังสะท้อนมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้
หลายเรื่องราวในเล่มเปิดให้เราเห็นว่านโยบายทางสังคมและวัฒนธรรมถูกนำมาปฏิบัติอย่างไรบ้าง เช่น การประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พร้อมทั้งสนับสนุนงานทำนุบำรุงพุทธศาสนาผ่านกรมศาสนา ทั้งการจัดสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ การจัดส่งคณะผู้แทนชาวพุทธไทยไปร่วมประชุมและงานฉลองในต่างประเทศ การตั้งหน่วยวิจัยพระพุทธศาสนา ไปจนถึงการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยฉบับสมบูรณ์
อีกด้านหนึ่งที่หนังสือเล่าไว้ คือผลกระทบของการใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวและมรดกแทนกฎหมายอิสลาม ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และการกำหนดให้ดาโต๊ะยุติธรรมเลือกตั้งจังหวัดละสองคนก็ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน เพราะการปรึกษาคดีครอบครัวและมรดกยังคงดำเนินไปนอกอำนาจของศาลไทย ตามแบบธรรมเนียมที่สืบกันมาตั้งแต่โบราณ
การกำหนดการแต่งกายแบบสุภาพชนก็เป็นอีกเรื่องที่หนังสือหยิบขึ้นมาเล่า ทั้งการให้สวมหมวก ใส่ถุงเท้าและรองเท้า ห้ามสวมโสร่ง และห้ามใช้ผ้าคลุมศีรษะ ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐนิยมฉบับที่ 10 เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทย ที่ระบุว่าคนไทยไม่พึงปรากฏตัวในที่ชุมนุมชนหรือสาธารณสถานในเขตเทศบาลโดยไม่แต่งกายให้เรียบร้อย
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อนามสกุลให้เป็นแบบไทย พร้อมแนวคิดให้เลิกแบ่งแยกเป็นไทยเหนือไทยใต้ แล้วเรียกด้วยคำไทยสามัญแทน รวมถึงการให้เรียนและสื่อสารด้วยภาษาไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐนิยมฉบับที่ 9 เรื่องภาษาและหนังสือไทยกับหน้าที่พลเมืองดี ทั้งการยกเลิกการเรียนภาษามลายูในโรงเรียนชั้นประถม ห้ามนำหนังสือจากมาเลเซียเข้ามาสอน และการอพยพชาวไทยพุทธจากภาคอื่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่
สิ่งสำคัญที่หนังสือชี้ให้เห็นคือ นโยบายเหล่านี้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดและมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน จนชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้สึกต่อต้านรัฐบาล เพราะถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพในเรื่องที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ทั้งภาษา ศาสนา และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมากขึ้น รวมถึงความรู้สึกว่าตนสูญเสียการปกครองตนเองและไม่ได้ทำหน้าที่ทางศาสนาอย่างที่ควร
สำหรับใครที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยและอยากเข้าใจว่าความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีรากเง่ามาจากไหน เล่มนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ชวนให้ติดตามและคิดต่อได้ไม่น้อยเลยนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

โลกดิสโทเปียในนิยาย ทำไมเรื่องแต่งบางเรื่องถึงดูคล้ายโลกปัจจุบัน
สำรวจอำนาจ ข้อมูล ความสุข และสิทธิในการเลือกชีวิต ผ่านโลกดิสโทเปียที่ดูคุ้นตา พร้อมเส้นทางอ่านนิยายและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 20 เรื่อง โดยไม่เฉลยจุดหักมุมสำคัญ

อาชีพที่หายไปจากโลกจริงหรือ? ย้อนดูงานแปลกที่คนในอดีตเคยทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ
คนปลุกให้ตื่น คนตัดน้ำแข็ง และคนตั้งพินโบว์ลิ่งเคยเป็นงานจริง ชวนย้อนดูอาชีพที่เทคโนโลยีและชีวิตเมืองทำให้เปลี่ยนไป ผ่านหนังสือ “กุลีลากรถ กับประวัติศาสตร์แรงงานไทย” พร้อมเกร็ดที่ทำให้เรื่องงานเก่าสนุกและใกล้ตัวกว่าที่คิด

หนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก: ปริศนาต้นฉบับวอยนิช
ตามรอยต้นฉบับลึกลับผ่าน “รหัสลับดาวินชี” จากภาพพืชและอักษรแปลกตา สู่หลักฐานเรื่องอายุแผ่นหนังและลายมือ พร้อมคำถามว่าการเห็นเบาะแสต่างจากการถอดรหัสสำเร็จอย่างไร

ใครเป็นคนคิดค้นวันหยุดสุดสัปดาห์? ทำไมเราถึงทำงานห้าวันและหยุดสองวัน
จากวันพักทางศาสนา การต่อรองของแรงงาน ถึงโรงงานฟอร์ดและสัปดาห์ 40 ชั่วโมง ชวนสำรวจที่มาของเสาร์–อาทิตย์ผ่านหนังสือ 20 เล่ม พร้อมคำถามว่าใครได้พัก และใครยังทำงานในวันหยุดของเรา
หมายเหตุ: การรวบรวมหนังสือปกเดียวกันทำโดย AI อัตโนมัติ อาจมีข้อผิดพลาดได้

