
หนังสือปกเดียวกันประยุทธ์ไม่ใช่สฤษดิ์: พลวัตรัฐราชการไทยจากยุครุ่งเรืองสู่ยุคเสื่อมถอย
ชอบไหม
รายละเอียดหนังสือ
หนังสือเล่มนี้ชวนเรามองย้อนลงไปที่คำถามใหญ่ของวงการรัฐศาสตร์ไทยว่า เหตุใดระบบราชการซึ่งดูเหมือนจะถูกจำกัดบทบาทลงในยุคที่การเมืองแบบมีตัวแทนเติบโตเข้มแข็ง กลับสามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ถืออำนาจนำได้อีกครั้งหลังรัฐประหาร ทั้งในปี 2549 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2557 จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือการหวนคืนของระบอบอำมาตยาธิปไตยหรือรัฐราชการหรือไม่
ชัชฎา กำลังแพทย์ ตั้งต้นจากความสงสัยนี้แล้วเดินหน้าศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบรัฐราชการในสองช่วงเวลาที่ห่างกันหลายทศวรรษ นั่นคือยุครุ่งเรืองภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับยุคเสื่อมถอยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ระหว่างปี 2557 ถึง 2561 หนังสือไล่เรียงให้เห็นว่ารัฐราชการในสมัยจอมพลสฤษดิ์ปรับตัวอย่างไร ทั้งการปรับโครงสร้างทางการเมือง การขยายระบบราชการโดยมีสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแกนกลาง การผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกองทัพและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา การมีเทคโนแครตเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนา และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจผ่านระบบอุปถัมภ์ ขณะที่พลังนอกระบบราชการอย่างภาคประชาชน สหภาพแรงงาน และพรรคการเมือง ถูกควบคุมอย่างหนักท่ามกลางกฎอัยการศึก
พอมาถึงยุค คสช. ภาพกลับพลิกไปคนละทาง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าระบบราชการไทยในปัจจุบันมีลักษณะรวมศูนย์แบบแตกกระจาย คือขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามแต่ละยุคสมัยโดยไม่เคยลดขนาดหรือยุบหน่วยงานเดิมลง ทำให้ระบบราชการมีขนาดใหญ่ ทำงานซ้ำซ้อน และขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน สภาพเช่นนี้ทำให้รัฐบาล คสช. ใช้ระบบราชการเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ยากกว่ายุคจอมพลสฤษดิ์มาก เห็นได้จากการเลือกใช้มาตรา 44 ในการจัดตั้งคณะกรรมการสำหรับโครงการประชารัฐและโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งทั้งสองโครงการรัฐบาลเลือกทำงานร่วมกับกลุ่มทุนใหญ่มากกว่าระบบราชการ อีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมให้ผลประโยชน์ตอบแทนข้าราชการ ทั้งการโยกย้ายแต่งตั้งและการขึ้นเงินเดือนอย่างน้อยสี่ครั้งในสี่ปี เพราะยังจำเป็นต้องพึ่งระบบราชการเป็นกลไกบริหารงานอยู่
ข้อเสนอสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ รัฐราชการไม่ได้เป็นเพียงกลไกในมือรัฐบาล แต่เป็นเครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์ของพลังทางสังคมที่ฝังตัวอยู่ในรัฐไทยมาช้านาน เริ่มตั้งแต่ระบบราชการสมัยใหม่ถือกำเนิดภายใต้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัชกาลที่ 5 ข้าราชการกลายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองกับชนชั้นนำเดิม เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 พวกเขาก็ผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารประเทศ และการรัฐประหารแต่ละครั้งก็สะท้อนพลังต้านของรัฐราชการที่ไม่ยอมถูกคุกคามจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้เขียนจึงมองว่ารัฐราชการคือปัญหาที่ต้องได้รับการปฏิรูป เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยและทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้มากขึ้น
ถ้าคุณสนใจว่ากลไกเบื้องหลังการเมืองไทยทำงานอย่างไร หรืออยากเข้าใจว่าทำไมระบบราชการจึงไม่เคยหายไปจากสมการอำนาจเสียที หนังสือเล่มนี้คืออีกหนึ่งมุมมองที่น่าค่อยๆ อ่านตาม แล้วชวนคิดต่อว่าในอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับประชาธิปไตยควรเป็นแบบไหน
บทความที่เกี่ยวข้อง

อาชีพที่หายไปจากโลกจริงหรือ? ย้อนดูงานแปลกที่คนในอดีตเคยทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ
คนปลุกให้ตื่น คนตัดน้ำแข็ง และคนตั้งพินโบว์ลิ่งเคยเป็นงานจริง ชวนย้อนดูอาชีพที่เทคโนโลยีและชีวิตเมืองทำให้เปลี่ยนไป ผ่านหนังสือ “กุลีลากรถ กับประวัติศาสตร์แรงงานไทย” พร้อมเกร็ดที่ทำให้เรื่องงานเก่าสนุกและใกล้ตัวกว่าที่คิด

หนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก: ปริศนาต้นฉบับวอยนิช
ตามรอยต้นฉบับลึกลับผ่าน “รหัสลับดาวินชี” จากภาพพืชและอักษรแปลกตา สู่หลักฐานเรื่องอายุแผ่นหนังและลายมือ พร้อมคำถามว่าการเห็นเบาะแสต่างจากการถอดรหัสสำเร็จอย่างไร

ใครเป็นคนคิดค้นวันหยุดสุดสัปดาห์? ทำไมเราถึงทำงานห้าวันและหยุดสองวัน
จากวันพักทางศาสนา การต่อรองของแรงงาน ถึงโรงงานฟอร์ดและสัปดาห์ 40 ชั่วโมง ชวนสำรวจที่มาของเสาร์–อาทิตย์ผ่านหนังสือ 20 เล่ม พร้อมคำถามว่าใครได้พัก และใครยังทำงานในวันหยุดของเรา

ก่อนมีอินเทอร์เน็ต คนสมัยก่อนตามข่าวและนินทากันอย่างไร?
จากจดหมายเข้ารหัสซ่อนเรื่องนินทา โต๊ะกาแฟลอนดอน และข่าวลวงบนดวงจันทร์ สู่หนังสือพิมพ์และวิทยุไทย ย้อนดูว่าข่าวสารเดินทางอย่างไรก่อนยุคอินเทอร์เน็ต พร้อมหนังสือ 20 เล่มที่ชวนอ่านต่อ
หมายเหตุ: การรวบรวมหนังสือปกเดียวกันทำโดย AI อัตโนมัติ อาจมีข้อผิดพลาดได้


