ลดพิเศษ 20%-50%
รูปที่ 1 จาก 8
ชอบไหม
ประยุทธ์ไม่ใช่สฤษดิ์: พลวัตรัฐราชการไทยจากยุครุ่งเรืองสู่ยุคเสื่อมถอย
ลดพิเศษ 20%-50%ภายใน 6 วัน 12 ชม. 0 นาที
การจัดส่ง: ค่าจัดส่งคำนวณตามน้ำหนักรวม วิธีจัดส่ง และพื้นที่ปลายทาง โดยแสดงยอดก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ จัดส่งฟรีเมื่อยอดสินค้าหลังหักส่วนลดเข้าเงื่อนไขของวิธีจัดส่งที่เลือก ดูรายละเอียดการจัดส่ง
การคืนสินค้า: รับคืนและคืนเงิน 100% ของราคาที่ชำระจริงสำหรับหนังสือที่อ่านไม่ได้หรือเนื้อหาไม่ครบ กรุณาแจ้งปัญหาภายใน 7 วันหลังได้รับสินค้า การคืนด้วยเหตุอื่นและค่าจัดส่งคืนพิจารณาเป็นรายกรณี ดูนโยบายคืนสินค้า
รายละเอียดหนังสือ
หนังสือเล่มนี้ชวนเรามองย้อนลงไปที่คำถามใหญ่ของวงการรัฐศาสตร์ไทยว่า เหตุใดระบบราชการซึ่งดูเหมือนจะถูกจำกัดบทบาทลงในยุคที่การเมืองแบบมีตัวแทนเติบโตเข้มแข็ง กลับสามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ถืออำนาจนำได้อีกครั้งหลังรัฐประหาร ทั้งในปี 2549 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2557 จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือการหวนคืนของระบอบอำมาตยาธิปไตยหรือรัฐราชการหรือไม่
ชัชฎา กำลังแพทย์ ตั้งต้นจากความสงสัยนี้แล้วเดินหน้าศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบรัฐราชการในสองช่วงเวลาที่ห่างกันหลายทศวรรษ นั่นคือยุครุ่งเรืองภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับยุคเสื่อมถอยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ระหว่างปี 2557 ถึง 2561 หนังสือไล่เรียงให้เห็นว่ารัฐราชการในสมัยจอมพลสฤษดิ์ปรับตัวอย่างไร ทั้งการปรับโครงสร้างทางการเมือง การขยายระบบราชการโดยมีสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแกนกลาง การผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกองทัพและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา การมีเทคโนแครตเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนา และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจผ่านระบบอุปถัมภ์ ขณะที่พลังนอกระบบราชการอย่างภาคประชาชน สหภาพแรงงาน และพรรคการเมือง ถูกควบคุมอย่างหนักท่ามกลางกฎอัยการศึก
พอมาถึงยุค คสช. ภาพกลับพลิกไปคนละทาง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าระบบราชการไทยในปัจจุบันมีลักษณะรวมศูนย์แบบแตกกระจาย คือขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามแต่ละยุคสมัยโดยไม่เคยลดขนาดหรือยุบหน่วยงานเดิมลง ทำให้ระบบราชการมีขนาดใหญ่ ทำงานซ้ำซ้อน และขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน สภาพเช่นนี้ทำให้รัฐบาล คสช. ใช้ระบบราชการเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ยากกว่ายุคจอมพลสฤษดิ์มาก เห็นได้จากการเลือกใช้มาตรา 44 ในการจัดตั้งคณะกรรมการสำหรับโครงการประชารัฐและโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งทั้งสองโครงการรัฐบาลเลือกทำงานร่วมกับกลุ่มทุนใหญ่มากกว่าระบบราชการ อีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมให้ผลประโยชน์ตอบแทนข้าราชการ ทั้งการโยกย้ายแต่งตั้งและการขึ้นเงินเดือนอย่างน้อยสี่ครั้งในสี่ปี เพราะยังจำเป็นต้องพึ่งระบบราชการเป็นกลไกบริหารงานอยู่
ข้อเสนอสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ รัฐราชการไม่ได้เป็นเพียงกลไกในมือรัฐบาล แต่เป็นเครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์ของพลังทางสังคมที่ฝังตัวอยู่ในรัฐไทยมาช้านาน เริ่มตั้งแต่ระบบราชการสมัยใหม่ถือกำเนิดภายใต้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัชกาลที่ 5 ข้าราชการกลายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองกับชนชั้นนำเดิม เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 พวกเขาก็ผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารประเทศ และการรัฐประหารแต่ละครั้งก็สะท้อนพลังต้านของรัฐราชการที่ไม่ยอมถูกคุกคามจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้เขียนจึงมองว่ารัฐราชการคือปัญหาที่ต้องได้รับการปฏิรูป เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยและทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้มากขึ้น
ถ้าคุณสนใจว่ากลไกเบื้องหลังการเมืองไทยทำงานอย่างไร หรืออยากเข้าใจว่าทำไมระบบราชการจึงไม่เคยหายไปจากสมการอำนาจเสียที หนังสือเล่มนี้คืออีกหนึ่งมุมมองที่น่าค่อยๆ อ่านตาม แล้วชวนคิดต่อว่าในอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับประชาธิปไตยควรเป็นแบบไหน




















